โดย admin | พ.ค. 5, 2023 | ข่าวสาร, บทความธรรมมะ
แนะนำบทความดีอีกหนึ่งบทความจากธาราญา ครับ ที่นำความรู้เกี่ยวกับการจัดงานเตรียมทำบุญให้แด่ผู้ล่วงลับครับ
dharayath.com
ความตายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้นได้เลย จะต่างกันก็เพียงแต่จะช้าหรือจะเร็วเท่านั้นเอง การเตรียมงาน ทำบุญ ดำเนินการเกี่ยวกับ พิธีศพ ตามลัทธิประเพณีนิยม เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ตายและเป็นการไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว งานศพ ซึ่งในแต่ละพิธีการจะมีข้อปฏิบัติและสิ่งของที่ควรจัดเตรียมในงานศพ ดังนี้
การจัดงานศพและ ทำบุญให้ผู้ล่วงลับ ต้องเตรียมอะไรบ้าง ?
พิธีรดน้ำศพ
- เริ่มต้นหลังจากนำศพใส่โลงเรียบร้อยแล้ว เป็นพิธีที่ทำเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ที่ล่วงลับ โดยเจ้าภาพมักจะเชิญคนสนิท ญาติ หรือคนที่รู้จักไปร่วมพิธีรดน้ำศพ โดยทำการเคารพศพ และเทน้ำอบที่ได้จัดเตรียมไว้ลงบนฝ่ามือ และอโหสิกรรมให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
พิธีสวดอภิธรรม
- เป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศบุญส่วนกุศล และระลึกถึงคุณความดีของผู้ที่ล่วงลับ ด้วยการนิมนต์พระ จำนวน 4 รูป เพื่อมาสวดบทอภิธรรมที่มีความหมายเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิต ซึ่งโดยปกติแล้วในงานสวดอภิธรรมมักจะนิยมสวด 1 คืน 3 คืน 5 คืน และ 7 คืน
- ในส่วนนี้เองเจ้าภาพต้องมีการจัดเตรียม “สังฆทานงานศพ” หรือเครื่องไทยธรรม และสบง จำนวน 4 ชุด เพื่อทำบุญถวายพระสวดอภิธรรม และบังสุกุล(คลิกอ่านความหมาย)ให้กับผู้เสียชีวิตในแต่ละคืน พร้อมปัจจัยถวายพระ 4 รูป ตามแต่กำลังศรัทธา
- หลังเสร็จพิธีงานสวดอภิธรรมในแต่ละคืน ในรุ่งเช้าเจ้าภาพหรือญาติจะช่วยกันหามโลงศพเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้ที่ล่วงลับ โดยการวนซ้ายของเมรุจำนวน 3 รอบ เปรียบเสมือนการเวียน
นอกจากนี้ สังฆทานที่ต้องเตรียมแล้วนั้น ยังมีสิ่งของอย่างอื่นที่ต้องเตรียมอีก ดังนี้
- โลงศพ
- อุปกรณ์ หมอน-ผ้าขาว-สายสินธุ์-กระดาษกาว-ตะปู-กระถางธูป-ตะเกียบ
- ผ้าคลุมศพ
- เหรียญโปรยซื้อทาง
- ชุดรดน้ำศพ มาลัยข้อมูล+มะลิกุหลาบ+น้ำอบไทย
- อาหารและเครื่องดื่มเลี้ยงแขก
- อาหารไหว้ศพ เช้า-เย็น
- อาหารเลี้ยงเพลพระ
- ผ้าไตรเต็มเครื่องไทยธรรม 1 ชุด (สำหรับกัณฑ์เทศน์)
- ดอกไม้จันทน์และช่อเชิญ
- ผ้าสบง
- เครื่องไทยธรรม/สังฆทาน ดอกไม้ถวายพระ ซึ่งสังฆทานนั้นก็เป็นชุดสังฆทานที่บรรจุสิ่งของที่พระภิกษุสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เหมือนสังฆทานอื่นๆ โดยสิ่งของที่นำไปถวายนั้นต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานนั่นเอง
ขั้นตอนนี้เจ้าภาพต้องทำการกำหนดวันเผาและเวลาที่แน่นอนกับทางวัด หากเลือกให้บรรจุเก็บศพก่อนทำการฌาปนกิจ จะต้องนำศพมาตั้งสวดพระอภิธรรมก่อน 1 คืน แล้ววันรุ่งขึ้นจึงทำการฌาปนกิจต่อไป โดยในวันฌาปนกิจจะมีการบำเพ็ญกุศลหน้าศพ เช่น บวชหน้าไฟ, นิมนต์พระสงฆ์เพื่อสวดพระพุทธมนต์ และถวายภัตตาหารเพล, จัดพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์, นิมนต์พระสงฆ์สวดมาติกา – บังสุกุล, หรือถวายเครื่องไทยธรรม กรวดน้ำ เป็นต้น
การเก็บอัฐิ
ขั้นตอนการเก็บอัฐิแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. ทำพิธีเก็บอัฐิในวันเผา
2. ทำพิธีเก็บอัฐิในวันรุ่งขึ้น เจ้าภาพต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของวัดทราบว่าต้องการทำแบบไหน รวมถึงต้องจัดเตรียมโกศสำหรับบรรจุอัฐิ น้ำอบหรือน้ำหอม ดอกไม้ และอาหารคาวหวานสำหรับถวายพระสงฆ์ด้วย
ลอยอังคาร
ขั้นตอนการลอยอังคารเป็นความเชื่อของคนไทยที่เชื่อกันว่า ร่างกายมนุษย์เกิดจากธาตุทั้งประกอบรวมกัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อร่างกายแตกดับแล้วก็ควรให้กลับสู่สภาพเดิม และนอกจากนี้ยังเชื่ออีกด้วยว่าการนำอัฐิไปลอยที่แม่น้ำหรือทะเล จะทำให้ผู้ล่วงลับจากไปอย่างสงบสุข มีความสุข เหมือนดั่งสายน้ำนั่นเอง
(ขอบคุณเพจ https://www.wreathnawat.com/)
ทั้งนี้จึงอยากให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับพิธีฌาปนกิจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำพิธีศพ โดยสืบทอดกันมายาวนาน ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสุดท้ายก่อนร่างกายของผู้ล่วงลับจะสูญสลายไปสู่ภพภูมิใหม่
ธาราญา ศรัทธาอันปราณีต ขอแนะนำ ชุด ทำบุญ ถวายสังฆทานที่มีคุณภาพ

คลิกดู ชุดผ้าไตร
สีแก่นขนุน 9 ขัณฑ์ สามารถถวายทำบุญสายพระป่ากรรมฐานได้ทุกวัด หรือ พระสงฆ์ธรรมยุติ
เช่น วัดอโศการาม วัดป่าดาราภิรมย์ วัดป่ามณีกาญจน์ วัดป่าบ้านตาด วัดแถบอิสาน เป็นต้น
สามารถสอบถามทางร้าน เพื่อความสมบูรณ์ในการถวายได้คะ
ทุกชุดผ้าไตรจีวร บรรจุในกล่องพลาสติกใส พร้อมถวาย #ได้ตามภาพจริง
**ไม่ว่าจะเป็นผ้าไตรจีวรชุดใดก็ตามก็สามารถถวายได้ทั้งสิ้นตามกำลังและศรัทธา**

Line: @dharaya
IG: instagram.com/dharaya.th
Tel: 091-945-6614
โดย admin | พ.ค. 2, 2023 | กิจกรรมงานบุญ, ข่าวสาร
ปัจจจุบันการทำบุญสามารถทำได้มากมายหลายแบบ ส่วนจะเป็นบุญหรือไม่นั้น มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ
1.ก่อนทำบุญควรคิดถึงแต่สิ่งดีๆไม่ฟุ้งซ่าน
2.ขณะทำบุญต้องมีสมาธิ คิดถึงบุญกุศลที่เราต้องการแผ่ให้
3.หลังทำบุญยังคงต้องมีสมาธิ และจิตใจที่สงบ ความรู้เกี่ยวกับการนั่งสมาธิ
ซึ่งหากทำบุญและรักษาองค์ประกอบนี้ไว้ได้แล้ว ถือว่า มีความสมบูรณ์และมีรางวัลในตัวเองอยู่แล้ว นั่นก็คือความสุขที่ผู้ทำได้รับ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะทำบุญในรูปแบบไหน หากมีใจที่บริสุทธิ์ พร้อมเป็นผู้ให้ สะดวกกาย สบายใจที่จะทำล้วนแล้วแต่เกิดบุญทั้งนั้น
ธาราญาแนะนำเว็บทำบุญออนไลน์ (ข้อมูลที่ ทำบุญออนไลน์ )
(ขอขอบคุณจากเว็บ https://www.sanook.com/horoscope/204133/)
โรงพยาบาลสงฆ์
เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้กับพระสงฆ์อาพาธ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร บำรุงโลหิต ค่ายา หรืออุปกรณ์การแพทย์
ดูรายละเอียดได้ที่ : https://www.priest-hospital.go.th/Donate/SendPaymentSlip
ศิริราชมูลนิธิ
เป็นองค์กรสาธารณกุศล รับบริจาคเงิน และทุนทรัพย์เพื่อจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ส่งเสริมการผลิตแพทย์และพัฒนาบุคคลากรการแพทย์ ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช
ดูรายละเอียดได้ที่ : https://www.si.mahidol.ac.th/office_m/foundation/
มูลนิธิรามาธิบดี
สามารถเลือกได้ว่าอยากบริจาคให้กับโครงการใด เช่น โครงการทุนการศึกษารามาธิบดี โครงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ หรือ โครงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด โครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน
ดูรายละเอียดได้ที่ : https://www.ramafoundation.or.th/donation
วันพระบาทน้ำพุ
มูลนิธิธรรมรักษ์ แห่งนี้เริ่มต้นรับรักษาและฟักฟื้นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2535 และดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าอาหาร ยารักษาโรค ค่าบริหารจัดการภายในวัด และค่าเผาศพ
ดูรายละเอียดได้ที่ : http://www.phrabatnampu.org/donate.html
มูลนิธิกระจกเงา
มูลนิธิกระจกเงาเน้นการช่วยเหลือสังคมเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาส
ดูรายละเอียดได้ที่ : http://www.mirror.or.th/donation/

ทางธาราญามีบริการ ทำบุญออนไลน์ หรือทำบุญสังฆทานออนไลน์
สามารถเลือกซื้อสังฆทานออนไลน์กับทาง ธาราญา ได้ทาง www.dharayath.com ซึ่งทางธาราญาก็ชุดสังฆทานให้เลือกมากมายตามความต้องการของผู้ที่ต้องนำไปทำบุญ และท่านสามารถมั่นใจทาง ธาราญา ได้ว่าสังฆทานของทาง ธาราญา นั้นมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีวันเดือนปีที่ผลิต และวันหมดอายุระบุไว้อย่างชัดเจน และพระสงฆ์ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้จริง
การเลือกสั่งชุดสังฆทานที่มีสินค้าคุณภาพให้เลือกหลากหลาย พร้อมบริการนำสังฆทานของคุณไปถวายให้ถึงวัดหรือส่งตรงให้ถึงบ้านด้วยมาตรฐาน EMS หรือขนส่งเอกชน
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก ธาราญา
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะทำบุญในรูปแบบไหน หากมีใจที่บริสุทธิ์ พร้อมเป็นผู้ให้ สะดวกกาย สบายใจที่จะทำล้วนแล้วแต่เกิดบุญทั้งนั้น
โดย admin | เม.ย. 23, 2023 | unuse, กิจกรรมงานบุญ, ข่าวสาร
ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ
บรรพชาสามเณร เพื่อศึกษาที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดธรรมมงคลและถวายเป็นอาจาริยบูชา แด่ เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
รูปละ 3,000 บาท
วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม 2566 เวลา 12.30 น.
ณ อุโบสถ วัดธรรมมงคล กรุงเทพมหานคร
ร่วมทำบุญได้ที่ บัญชีธนาคารกรุงไทย
ชื่อ โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดธรรมมงคล
เลขที่บัญชี 047-0-40002-1
ติดต่อเป็นเจ้าภาพ
โทร. 062-669-9699 พระครูธรรมภาณโกวิท
โทร. 065-5244555 พระอาจารย์เต้
โทร. 084-450-5656 อ.วิยะดา
Id line : dm_service
หรือติดตามข่าวอื่นได้ใน ปฏิทินข่าวประชาสัมพันธ์
โดย admin | เม.ย. 13, 2023 | บทความธรรมมะ
การสะเดาะเคราะห์ การแก้กรรม ตามหลักพุทธศาสนานั้น เราจะต้องรู้จักว่า เรามีอะไรเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เกิดเคราะห์ร้ายขึ้นในชีวิต เราค้นหาเหตุนั้นให้พบ เมื่อพบเหตุนั้นแล้วตัดเหตุนั้น คือเลิกไม่ประพฤติ ไม่ปฏิบัติในเรื่องนั้นต่อไป อย่างนี้เรียกว่า สะเดาะเคราะห์เด็ดขาด เคราะห์ร้ายจะไม่เกิดขึ้นแก่เราต่อไป
(อีกหนึ่งบทความดี ๆ จาก ธาราญา ที่ผมมักเข้าไปอ่านบ่อยๆ และยังมีบริการผ้าไตรจีวรคุณภาพถูกต้องตามหลัก แถมมีบริการส่งออนไลน์ด้วยครับ)
อ้างอิงข้อมูล www.dharayath.com(ธาราญา)

การสะเดาะเคราะห์ การแก้กรรม จากร้ายให้กลายเป็นดี หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง
การสะเดาะเคราะห์ ซึ่งคัดจากหนังสือสมบัติพ่อให้เล่ม ๑ หน้า ๒๔๓ –๒๔๘ ทั้งนี้ หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้กล่าวถึงพิธี ได้กล่าวไว้ว่า
คำว่า เคราะห์กรรม เป็นวิธีเรียกของ “พราหมณ์” ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า กฎของกรรม คณาจารย์ต่างๆ เรียกไม่เหมือนกันแต่ผลมันเหมือนกันนั่นคือ “ความทุกข์” ถ้าอยากทราบว่าความทุกข์มาจากไหน..ก็จะเล่าให้ฟัง !
ประการแรก การป่วยไข้ไม่สบายทางร่างกาย มาจากกรรมปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ประการที่ ๒ ความทุกข์เกิดจากไฟไหม้บ้าง ขโมยปล้น ขโมยจี้ ลมพัดให้บ้านพัง น้ำท่วม มาจากโทษอทินนาทาน การลักขโมยของเขาจากชาติก่อน
ประการที่ ๓ เคราะห์กรรมที่ทำให้คนใต้บังคับบัญชาดื้อด้าน ว่ายากสอนยากไม่เชื่อฟัง มาจากโทษกาเมสุมิจฉาจาร เจ้าชู้จัดในชาติก่อน
ประการที่ ๔ เราพูดดีแต่คนอื่นไม่ชอบฟัง ไม่เชื่อฟัง มาจากโทษมุสาวาทจากชาติก่อน
ประการที่ ๕ การเป็นโรคปวดหัวบ่อยๆ หรือโรคประสาทก็ดี เป็นบ้าก็ดี เป็นโทษมาจากกฏของกรรม คือ ดื่มสุราเมรัย ในชาติก่อน อันนี้เป็นหลักหยาบๆ หลักใหญ่นะ
อย่างคนตาบอด ในสมัยชาติก่อน เขาทำบุญเห็นแล้ว แกล้งทำเป็นไม่เห็น อย่างคนหูหนวก เขาทำบุญสุนทาน เขาฟังเทศน์ฟังธรรมกันแกล้งส่งเสียงกลบ เขาฟังเทศน์ฟังธรรม เขาคุยกันด้วยความเคารพในธรรม เราแกล้งส่งเสียงกลบ เกิดเป็นคนหูหนวก ๕๐๐ ชาติอย่างนี้เป็นต้น
ก็รวมความว่า ขึ้นชื่อว่า เคราะห์กรรม คือ “กฏของกรรมเก่าของเราในชาติก่อน” คนทุกคนที่เกิดมานี้ที่ไม่มีกรรมเก่า ที่กรรมไม่ดี ไม่มีนะ ไม่เคยทำบาปนี้ไม่มี…(เนื้อหาซ้ำกันกับข้างต้นจึงขอข้ามไป)…
คำว่า สะเดาะเคราะห์ การแก้กรรม
หมายความว่า “ทำให้เคราะห์หมด” คำว่า “สะเดาะเคราะห์” ไม่มีศัพท์ในทางพระพุทธศาสนา เป็นศัพย์ของคณาจารย์ต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนาไม่มี ในเมื่อไม่มี ทำไมวัดท่าซุงจีงบอกว่า “สะเดาะเคราะห์” ก็เลยบอกว่าพูดตามเขา ทีนี้การทำคราวนี้ไม่ใช่สะเดาะเคราะห์ เป็นการสร้างความดี ความโชคดีให้เกิดขึ้น คือ หมายความว่าทำบุญให้มีกำลังสูง
คำว่า “เคราะห์” คือ บาป เราล้างไม่ได้แต่ถ้าหากว่าทำความดีให้มีกำลังสูงกว่า คำว่า “เคราะห์” จะเปรียบเทียบให้ฟัง เหมือนกับคนยืนอยู่กลางแดดจัดๆ เวลานี้อยู่ในร่มมันก็ร้อน ถ้ายืนกลางแดดมันก็ร้อน ถ้าทำบุญน้อยๆ ก็เหมือนกับมีร่มเล็กๆ ไปกางบังอยู่มันก็เย็นไปหน่อยหนึ่ง ทำบุญที่มีอานิสงส์มากๆ ก็เหมือนกับมีคนเอาน้ำไปราดให้ ก็มีความเย็น
ถ้าทำบุญที่มีกำลังสูงใหญ่ อย่างเราเจริญกรรมฐาน เหมือนกับเราแช่ในอ่างน้ำ ถึงเราจะอยู่กลางแจ้ง กลางแดด ความร้อนมันก็น้อยไป ข้อนี้ฉันใด การสะเดาะเคราะห์ก็เหมือนกัน การสะเดาะเคราะห์ไม่ได้ทำให้หมดไป
ตัวอย่าง : ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ในครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระบรมครูทางเทศน์เรื่อง กายคตานุสสติกรรมฐาน กับ อสุภกรรมฐาน สองอย่าง
คำว่า “กายคตานุสสติกรรมฐาน” หมายถึงการพิจารณาร่างกายของตนเอง “อสุภกรรมฐาน” ให้เห็นว่าร่างกายทุกคนเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกทั้งหมด
พระ ๖๐ องค์เศษๆ ฟังแล้วพิจารณาตามเกิดความสลดใจเห็นว่าร่างกายของคน มีความสกปรกมาก มีความเบื่อหน่าย หลังจากเทศน์จบองค์สมเด็จพระจอมไตร ทรงบอกว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ฉันจะเข้าไปอยู่ในถ้ำ ๑๕ วัน ขณะที่อยู่ในถ้ำ ๑๕ วันห้ามมิให้คนอื่นเข้าพบ นอกจากพระที่ส่งอาหาร
บรรดาพระ ๖๐ องค์เศษๆ เหล่านั้น เมื่อฟังเทศน์จบก็พิจารณาร่างกายว่ามันสกปรก มีความรักเกียจร่างกายมาก ท่านเปรียบเทียบบอกว่า เหมือนหนุ่มสาวที่อาบน้ำใหม่ๆ แต่งตัวสวยๆ และมีคนเอางูเน่ามาคล้องคอ หรือเอาสุนัขเน่ามาแบกที่บ่าหรือใส่ที่บ่า มีความรังเกียจขนาดนั้น ในที่สุดก็ฆ่าตัวตายเองบ้าง จ้างคนอื่นฆ่าบ้าง
พอครบ ๑๕ วันพระพุทธเจ้าก็ออกจากถ้ำ ก็มีพระถามว่า การที่พระองค์ทรงเทศน์กายคตานุสสติ อสุภกรรมฐานทั้งสองอย่างทรงทราบหรือไม่ว่าพระ ๖๐ องค์เศษๆ จะฆ่าตัวตาย หรือจ้างคนอื่นฆ่าตัวตาย พระพุทธเจ้าบอกว่าทราบ ในเมื่อทรงทราบพระก็ถามว่า ทำไมจึงเทศน์ว่าเขาจะฆ่าตัวตาย

พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า ขึ้นชื่อกฏของกรรม ไม่มีใครหนีพ้น จะเทศน์อย่างนั้นหรือไม่เทศน์ก็ตาม เขาก็ต้องฆ่าตัวตาย หรือจ้างคนอื่นฆ่าตัวตาย เพราะกฏของกรรมเดิม กรรมเดิมที่พระพวกนี้เคยเป็นพรานฆ่าเนื้อ ฆ่าสัตว์มาก่อน มันติดตามมาทัน เขาต้องตายแบบนั้น
ฉะนั้นก่อนจะตาย ตถาคตจึงเทศน์กายคตานุสสติกรรมฐาน อสุภกรรมฐานสองอย่างรวมกัน ให้เขาพิจารณาเบื่อในร่างกาย ในเมื่อเขาตาย เขาไปนิพพานไม่ดีกว่าหรือ
ทีนี้การทำคราวนี้ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทำลายให้เคราะห์หมดไป การทำลายเคราะห์คือบาป ทำลายไม่ได้โยม แต่ว่าเราทำบุญให้มีกำลังสูงขึ้น อย่างญาติพุทธบริษัทที่มานั่งที่นี่ทุกคน ไม่ใช่มีแต่เคราะห์ โชคก็มี คือชาติก่อนมีทั้งความดีมีทั้งความชั่ว มีทั้งบุญและบาป ขณะใดที่มีการป่วยไข้ไม่สบาย นั่นคือผลของบาปเข้าสนอง แต่ว่าทุกคนมีทรัพย์สินอยู่ได้เพราะผลของทาน ทานการให้ในชาติก่อน ทำให้คนมีทรัพย์สิน แต่การมีทรัพย์สินทำไมจึงไม่เสมอกัน
อย่างทานที่มีกำลังสูงสุดในด้านวัตถุก็คือ วิหารทาน เป็นทานที่มีกำลังสูงมาก ทานที่รองลงมาก็คือ สังฆทาน สังฆทานนี่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เคยถวายสังฆทานแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต ตายแล้วเกิดกี่ชาติก็ตาม ถ้ายังไม่เข้าพระนิพพานเพียงใด จะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ จะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีทุกชาติ
ทีนี้คนที่เขาเป็นเศรษฐมหาเศรษฐีเพราะว่า เขาเคยถวายสังฆทานในกาลก่อน อันนี้เป็นผลอันหนึ่งที่เราจะทำ เพื่อเป็นการหลีกเร้นกฏของกรรม คือ “บาป” บาปถึงแม้มันจะกลั่นแกล้งขนาดไหนก็ตาม แต่เรามีกำลังบุญสูง คือคล้ายๆ กับสุนัขไล่กัด ถ้าเราวิ่งเร็วมันก็กัดไม่ทัน ถึงกัดทันก็กัดไม่ถนัด
ติดตามได้ในบทความถัดไปใน ตอนที่ 3
ตอนที่ 1 ย้อนอ่าน คลิก การแก้กรรมมีจริงหรือไม่ในพุทธศาสนา โดยหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
โดย admin | เม.ย. 8, 2023 | กิจกรรมงานบุญ, ข่าวสาร
โรงพยาบาลเวชธานี ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ได้จัดทำโครงการ Safe Life, Safe Heart ธรรมบุญใหญ่จี้ไฟฟ้าหัวใจ
รักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยวิธีจี้ไฟฟ้าหัวใจ ให้แก่พระภิกษุสงฆ์จากทั่วประเทศ จำนวน 100 รูป
ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ 1 เมษายน 2566 เป็นต้นไป
สมัครเข้าโครงการและดูรายละเอียดได้ที่
#ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 02-734-0000 ต่อ 5300
_____________________________
ติดตามความรู้ด้านสุขภาพกับเราได้ที่
Line (@Vejthani) :
Youtube :
IG : https://www.instagram.com/vejthani.hospital/
Twitter : https://twitter.com/Vejthani
Website : https://www.vejthani.com/th
Package & Promotion :
Make an Appointment :
Call Center : 02-734-0000
______________________________
#โรงพยาบาลเวชธานี #JCI #มาตรฐานJCI #โรงพยาบาลระดับสากล #เวชธานีลาดพร้าว111 #สายบุญต้องแชร์

ที่มาข้อมูลจาก
https://www.facebook.com/Vejthani.Hospital/photos/a.421146350754/10158827229780755/
โดย admin | เม.ย. 8, 2023 | ข่าวสาร, ข่าวหลวงพ่อ, หลวงพ่ออินทร์ถวาย
ขอเชิญศิษยานุศิษย์และผู้มีจิตเคารพศรัทธา
ร่วมถวายมุทิตาสักการะ ๗๘ ปี
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ เมษยน ๒๕๖๖
– วันพุธที่ ๒๖ เม.ย. ๖๖
๑๙.๐๐ น. ทำวัตรเย็น ฟังพระธรรมเทศนา เจริญพุทธมนต์
– วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ เม.ย. ๖๖
๐๗.๓๐ น. พระสงฆ์ออกรับบิณฑบาต ถวายภัตตาหาร
ณ วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี
ท่านใดที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้
แต่มีความประสงค์จะร่วมทำบุญ
สามารถร่วมทำบุญได้ที่
– ธ.ไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี วัดนาคำน้อย
เลขบัญชี 403-3-40664-3
– ธ.กรุงเทพ
ชื่อบัญชี วัดนาคำน้อย
เลขบัญชี 768-7-77754-5
จองโรงทาน
คุณสงัด : 086-224-3444
คุณนัท : 083-994-6616
ไลน์แอดออฟิเชียลวัดป่านาคำน้อย
https://lin.ee/UxA2Vev

โดย admin | มี.ค. 30, 2023 | ข่าวสาร, ธรรมะน่าสนใจ, บทความธรรมมะ, บทความน่าสนใจ
การสะเดาะเคราะห์ตามหลักพุทธศาสนานั้น เราจะต้องรู้จักว่า เรามีอะไรเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เกิดเคราะห์ร้ายขึ้นในชีวิต เราค้นหาเหตุนั้นให้พบ เมื่อพบเหตุนั้นแล้วตัดเหตุนั้น คือเลิกไม่ประพฤติ ไม่ปฏิบัติในเรื่องนั้นต่อไป อย่างนี้เรียกว่า สะเดาะเคราะห์เด็ดขาด เคราะห์ร้ายจะไม่เกิดขึ้นแก่เราต่อไป
อะไรๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันขึ้นอยู่กับความคิด การพูด การกระทำ การคบหาสมาคม การไปการมาของเราเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจของภายนอก ไม่มีอำนาจอะไรภายนอก ที่จะมาเราให้เป็นอะไร ให้ดีก็ไม่ได้ ให้ชั่วก็ไม่ได้
ความดี ความชั่ว ความสุข ความทุกข์ ความเสื่อม ความเจริญ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น เกิดจากตัวเราเอง
(พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี)
คือเราทำ ให้มันเกิดขึ้น เราคิด เราพูด เราทำ เราคบหาสมาคม เราไปมาในที่ต่างๆ แล้วมันก็เกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา ไม่ได้เกิดอำนาจอะไรภายนอก แม้จะมีเรื่องภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่ตัวการใหญ่ ตัวการใหญ่มันอยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้น
แต่ว่าคนเรานั้นมีความผิดประจำตัวอยู่ประการหนึ่ง คือไม่ยอมรับว่าตัวผิดคนที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง แล้วไม่ยอมรับว่าตัวผิด มีมากในบ้านเมืองของเรา มีอยู่ทั่วๆไป
การไม่ยอมรับว่าตัวผิดนั่นแหละ คือตัวปัญหาของชีวิต
เช่นเรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องเสื่อม เรื่องเจริญ เรื่องดี เรื่องชั่วอะไรต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น เราไม่ยอมรับว่าเป็นเรื่องของเรา เราก็แก้ไม่ได้ เพราะไปแก้ที่ภายนอก
ไปแก้ที่ดวงดาวไปแก้ไม่ได้ ไปแก้ที่วันปีเกิด มันก็แก้ไม่ได้ เพราะว่าเราเกิดมาแล้ว เราจะถอยเข้าไปในท้องของคุณแม่แล้วเกิดใหม่ มันก็ไม่ได้ นอกจากไปทำพิธีบ้าๆ บวมๆ เช่นว่า ช้างที่มาเที่ยวเดินอยู่ในกรุงเทพฯ เขาให้คนที่มีความเชื่อปัญญาอ่อน ไปลอดใต้ท้องช้างสามรอบ สามครั้ง ครั้งละ ๒๐ บาท เสียเงินไม่ใช่ลอดเฉยๆ เสียเงินให้ควาญช้างเอาไปซื้อหญ้าให้ช้างกิน ลอดไปลอดมาถือว่าเกิดใหม่ มีชีวิตใหม่ อย่างนั้นมันไม่ได้ตั้งต้นชีวิตใหม่อะไร ยังโง่อยู่เท่าเดิมนั่นเอง
มีคนคนหนึ่ง แกนึกว่าแกเคราะห์ร้าย เลยไปคิดว่าจะไปลอดใต้ท้องช้าง แล้วเวลาไปหมาที่คุ้นเคยมันไปด้วย หมาเมื่อไปถึงมันเห็นเท้าช้างเป็นของประหลาด เพราะมันใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด มันก็เลยไปกัดเท้าช้าง คนนั้นกำลังลอด ช้างมัน จั๊กจี้ มันก็กระดิกเท้าเตะหมา แต่หมามันหลบทันเพราะตัวมันเล็ก คนที่กำลังคลาน หลบไม่ทัน เลยไปเตะเข้ากลางตัว ซี่โครงหักตาย ตายเพราะหาเรื่องจะไปเกิดใหม่นั่นเอง เกิดใหม่แบบนี้มันไม่ถูกต้อง มันไม่เป็นธรรม ไม่เข้าเหตุผล
เราจะเกิดใหม่ก็ได้ ทุกคนเกิดใหม่ได้ เกิดใหม่หมายความว่า เรารู้ว่าผิดอะไร เราไม่ดีในเรื่องอะไร แล้วเราตั้งใจว่า จะไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไป เช่น สมมติว่าเราเป็นคนชอบดื่มสุราเมรัย สิ่งเสพติด ชีวิตร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมทรัพย์สมบัติก็เสื่อม การงานก็เสื่อม อะไรๆก็เสื่อมไปหมด เสียหาย แล้วไปได้ฟังพระ ท่านบอกว่า การดื่มของมึนเมามันให้โทษหลายอย่างแก่ชีวิตร่างกาย ก็เกิดรู้สึกตัวขึ้น พอรู้สึกตัวก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะเลิกไม่ดื่มสุราเมรัยอันเป็นยาเสพติด ต่อไปนี้เกิดใหม่แล้ว ตั้งแต่วินาทีที่ตั้งใจว่าจะไม่ดื่มของมึนเมา ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่สูบกัญชา ยาฝิ่น ยาม้า อะไรก็ตาม ไม่แตะต้องมันอีกต่อไปเลย เลิกเด็ดขาด คนนั้นได้ชื่อว่าเกิดใหม่แล้ว แล้วก็ชื่อว่าสะเดาะเคราะห์ออกไปได้
สะเดาะความชั่วนั่นแหละสะเดาะเคราะห์ ไม่ใช่มาวัดแล้วทำพิธีสะเดาะเคราะห์ แล้วกลับไปก็เหมือนเดิม เมาอย่างใดก็เมาอยู่อย่างเดิม เคยประพฤติชั่วอย่างใด ก็ประพฤติอยู่อย่างเดิม อย่างนี้ไม่ได้สะเดาะอะไร ไม่ได้เอาความชั่วออกจากตัว
การสะเดาะเคราะห์ ตามหลักพุทธศาสนา
เราจะต้องรู้จักว่า เรามีอะไรเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เกิดเคราะห์ร้ายขึ้นในชีวิต เราค้นหาเหตุนั้นให้พบ เมื่อพบเหตุนั้นแล้วตัดเหตุนั้น คือเลิกไม่ประพฤติ ไม่ปฏิบัติในเรื่องนั้นต่อไป อย่างนี้เรียกว่า สะเดาะเคราะห์เด็ดขาด เคราะห์ร้ายจะไม่เกิดขึ้นแก่เราต่อไป
…อะไรๆ มันขึ้นอยู่กับตัวเราเอง อันนี้สำคัญ พระพุทธศาสนาสอนให้เรารู้จักช่วยตัวเอง ให้เรารู้จักพึ่งตัวเอง การช่วยตัวเอง การพึ่งตัวเองนั้น ต้องเอาพระธรรมคำสอนมาเป็นหลักในการช่วยตัวเอง ในการพึ่งตัวเอง เพราะธรรมนั้นเป็นสิ่งถูกต้อง เป็นสิ่งอำนวยความสุขให้แก่เรา ถ้าเราเอาธรรมะมาใช้
(เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของปาฐกถาธรรมวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘)
(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 99 ก.พ. 52 โดย พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี)
การสะเดาะเคราะห์ และการทำบุญจึงเป็นกุศโลบายของจิตใจในทางพุทธศาสนา
เพื่อทำให้ผู้ทำมีจิตใจที่เข้าถึงความดีเป็นพื้นฐานและสร้างกำลังใจ เช่น บริจาคโรงทาน การถวายผ้าไตร ถวายสังฆทาน เพื่อให้จิตใจมีความมุ่งมั่นแก่การให้ทานรู้จักให้ หรือ โดยเริ่มต้นโดยการมี ถือศีลห้า สมาธิ ภาวนา เมื่อคราวทุกข์มาหรือเคราะห์ก็มีปัญญารับมือ และแก้ไขเคราะห์นั้นอย่างมีสติ

โดย admin | มี.ค. 25, 2023 | ธรรมะน่าสนใจ
หลวงปู่เอี่ยม จังหวัดลพบุรี ตำนานเล่าขาน พระผู้ทรงฌานอภิญญา ครูบาอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคม

ประวัติ หลวงปู่เอี่ยม วัดโพนทอง (ลพบุรี)
พระครูธรรมขันธ์สุนทร หรือ (หลวงปู่เอี่ยม อุตตโม) วัดโพนทอง ตำบลเชียงงา อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี อดีตพระภิกษุผู้ทรงวิทยาคุณแห่งลพบุรี มีลูกศิษย์มากมาย และเป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับ (หลวงปู่สี แห่งวัดเขาถ้ำบุญนาค) จ.นครสวรรค์ (หลวงปู่บุดดา แห่งวัดกลางชูศรี) จ.สิงห์บุรี และยังเป็นอาจารย์ (ขุนพันธรักษ์ราชเดช) มือปราบขมังเวท และ (เสือฝ้าย) ขุนโจรเมืองสุพรรณ ฯลฯ (บุตร ขุนพันธรักษ์) ได้เล่าถึงชีวประวัติ ของพระอาจารย์ว่า
“พระครูธรรมขันธ์สุนทร” เป็นพระโอรสใน “กรมพระราชบวรมหาเสนานุรักษ์”(วังหลัง) มีพระนามเดิมว่า (หม่อมราชวงศ์เอี่ยม อิศรางกูร ณ อยุธยา) ประสูติเมื่อวันพุธ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะโรง (ไม่ทราบพ.ศ.)
เมื่อท่านฯเติบโต ต่อมากรมพระราชบวรมหาเสนานุรักษ ์(วังหลัง) บิดาท่านทิวงคตได้ไม่นาน พอดีกับพระชายาท่านเจ้าคุณเองก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมลง ภายหลังจากที่ประสูติบุตรชาย ทำให้ท่านเจ้าคุณเกิดเบื่อหน่ายทางโลก จึงได้หันหน้าเข้าสู่พระธรรม อุปสมบท ณ.วัดบวรนิเวศวิหาร (ไม่ทราบนามพระอุปัชฌาย์) ได้ฉายาว่า “อุตตโมภิกขุ” แล้วจำพรรษาอยู่ที่ (วัดบวรนิเวศวิหาร) กรุงเทพมหานคร เรื่อยมา โดยมุ่งปฏิบัติธรรมตามกิจของสงฆ์อย่างเคร่งครัด สวดมนต์ฟังธรรม เรียนบาลี สันสกฤต และมคธ จนเชี่ยวชาญ อีกทั้งหมั่นเพียรเจริญภาวนา วิปัสสนาธุระ จนมีผู้เล่ากันว่าท่านฯ เป็นพระภิกษุสำเร็จอภิญญาชั้นสูง
ต่อมาโยมมารดาได้ใช้คนมาส่งข่าวให้ทราบว่า บุตรชายของท่านฯ ที่กำลังหัดเดินเตาะแตะ เกิดป่วยเป็นโรคผิวหนังพุพอง ให้ท่านฯไปเยี่ยมอาการ พอท่านฯไปถึงเห็นอาการเข้า ก็ทราบด้วย “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) ว่าโรคนี้เกิดจากกรรมเก่า ที่เด็กคนนี้ไปเผาลิงตายทั้งเป็น ในอดีตชาติ คงไม่มีทางรักษาให้หายได้ จึงบอกแก่โยมมารดาว่า “เด็กคนนี้ไม่รอด” โยมมารดาได้ฟังดังนั้นก็โกรธหาว่า พ่อตาย เมียตาย แล้วหนีไปบวชก็ไม่ว่า นี่ลูกป่วยให้มาดูกับมาแช่งให้เด็กตายด้วย
(หลวงปู่เอี่ยม) ไม่สามารถหาคำอธิบายให้โยมมารดาเข้าใจได้ จึงกลับไปวัดบวรนิเวศฯ เวลาผ่านไปไม่นาน บุตรชายของท่านฯก็ตายจริงๆ โยมมารดาของท่าน จึงมีความเศร้าโศกเสียใจ ในที่สุดก็ตรอมใจตายไปอีกคน เป็นอันว่าภาระทั้งหลาย ที่เป็นบ่วงคล้องคอ บัดนี้ได้หลุดสิ้นไปหมดทุกอย่างแล้ว เลยเกิดมีความคิด ที่จะออกเดินธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ รวมทั้งไปนมัสการสังเวชนียสถานที่เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดียด้วย
คืนหนึ่งในระหว่างที่ (หลวงปู่เอี่ยม) ได้เข้าฌานสมาบัติ ก็ได้ทราบว่าพระชายาที่ล่วงลับไปนานแล้วนั้น ได้ไปเกิดใหม่ที่จังหวัดนครสวรรค์ เติบโตเป็นสาวจนแต่งงานมีสามีและบุตรชายคนหนึ่ง แต่ด้วยความผูกพันของบุตร ที่มีมาแต่ชาติปางก่อน บุตรชายที่เสียชีวิตไป ก็ได้เกิดเป็นบุตรของนางอีกครั้งหนึ่ง ท่านฯคิดอยากจะไปโปรด ให้อดีตบุตรชายของท่านฯ ได้พ้นวิบากกรรม จึงได้ธุดงค์ไปจำพรรษา อยู่ที่วัดใกล้บ้านอดีตลูกเมียของท่านฯ ที่ไปเกิดใหม่ใน จ.นครสวรรค์
วันหนึ่งหลังจากฉันเพลเสร็จเรียบร้อย มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง พาลูกชายไว้ผมจุกมาหาท่าน ท่านเจ้าคุณได้ถามไปว่า “สีกา มีธุระอะไรหรือ”
สาวชาวบ้านคนนั้นบอกว่า “ผู้คนร่ำลือกันว่า พระเดชพระคุณท่าน ที่มาอยู่ในวัดนี้น่าเลื่อมใสศรัทธา จึงอยากพาลูกมากราบไหว้เป็นสิริมงคล”
ท่านฯได้ให้โอวาทอบรมสั่งสอนพอสมควรแก่เวลา นางก็กล่าวคำล่ำลาจะกลับบ้าน ปรากฏว่าเด็กชายผมจุกเกิดดื้อดึงไม่ยอมกลับ วิ่งเข้าไปกอดท่านฯแน่น ด้วยเกรงผู้เป็นแม่จะมาดึงตัวให้กลับ “หนูไม่กลับ หนูจะอยู่กับพ่อ พ่อของหนูอยู่นี่” เสียงแจ๋วๆของเด็กที่พูดออกไป ไม่มีใครจะรู้ความหมายดีไปกว่าท่านฯ
แม้ผู้เป็นแม่จะอ้อนวอนหรือบังคับอย่างไรเด็กคนนั้นก็ไม่ยอมกลับ จนกระทั่งท่านได้พูดตัดบทว่า
“เอาละ เมื่อเด็กมันหาเป็นพ่อก็พ่อ อาตมาจะขออุปการะ เด็กคนนี้ไว้เอง เอาไว้ที่วัดนี้แหละ ถ้าเกิดคิดถึงก็มาหาได้ทุกเวลา บ้านอยู่ใกล้แค่นี้เอง สีกากลับไปบ้าน พาพ่อของเด็กมาตกลงกันจะเอายังไง ถ้ายอมให้เด็กอยู่กับอาตมา ก็ส่งเสียให้เล่าเรียนให้ถึงที่สุด เงินทองทรัพย์สมบัติส่วนตัวอาตมานั้นมี”
ตั้งแต่ (หลวงปู่เอี่ยม) ได้รับมรดกจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นถนิมพิมพาภรณ์เครื่องถ้วยเบญจรงค์ต่างๆ ตลอดจนอัญมณีล้ำค่า ตั้งใจจะมอบให้เป็นสมบัติของเด็กคนนี้ตอนโตขึ้น เพราะไม่อยากยึดติด กับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป
หลังจากเด็กคนนั้นมาอยู่ที่วัด จนแม่ผู้บังเกิดเกล้าไม่ค่อยคิดถึงเท่าไหร่ ส่วนผู้เป็นพ่อก็หมดห่วง จึงได้ให้บรรพชาเป็นสามเณรศึกษาเล่าเรียนทางธรรม พอโตเป็นหนุ่มก็ให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านได้เลี้ยงดูเหมือนบุตรของท่านจริงๆ จนกระทั่งย้ายมาอยู่ (วัดโพนทอง) ตำบลเชียงงา อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี
“พระครูธรรมขันธ์สุนทร” หรือ (ม.ร.ว.เอี่ยม) วัดโพนทอง ลพบุรี บันทึกในจดหมายเหตุรายวันที่ (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาโรรส) วัดบวรนิเวศน์วิหาร ทรงเสด็จตรวจการณ์คณะสงฆ์ เมืองลพบุรี
ความว่า วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ เวลาบ่ายโมง เสด็จถึงวัดโพนทอง มีพระสงฆ์และราษฎรมาคอยเฝ้ารับเสด็จ อยู่ที่วัดนี้เป็นจำนวนมาก ทรงพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรภูมิสถานของวัดนี้ แล้วเสด็จขึ้นประทับบนกุฏิที่ (เจ้าอธิการเอี่ยม) เจ้าอาวาสวัดนี้จัดไว้เป็นที่ประทับแรม เจ้าอธิการเอี่ยมเป็นเจ้าคณะหมวดตำบลนี้ เป็นผู้มีอัธยาศัยกว้างขวาง ควบคุมชาวบ้านและชาวตลาดในตำบลนี้อยู่
วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ ได้ประทานพัดตรามหาสมณุตมหาภิเษก และประทานตำแหน่งพระครูเจ้าคณะแขวงแด่ (พระอธิการเอี่ยม) ทรงออกพระมหาสมณศาสน์โปรดให้เจ้าอธิการเอี่ยม วัดโพนทอง เป็นพระครูเจ้าคณะแขวง อำเภอสระโบสถ์ ที่ “พระครูธรรมขันธ์สุนทร” อีกทั้งตรัสชมเชยพระครูเอี่ยม วัดโพนทอง ว่าเป็นผู้รักษาวัดดี ทั้งมีความสามัคคีกับชาวบ้านทั่วถึงควรเป็นแบบอย่างอันดี
วัตถุมงคลของท่าน ยุคแรกๆท่านไม่ค่อยสร้างวัตถุมงคลเท่าใดนัก ทราบเพียงจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในสมัยนั้น “พระครูธรรมขันธ์สุนทร” (ม.ร.ว.เอี่ยม) ท่านได้นำเอา พระสมเด็จวัดระฆัง จาก “สมเด็จพุฒาจารย์” (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆัง มาเก็บรักษาบรรจุกรุไว้ที่วัดโพนทอง อ.บ้านหมี่ ในสมัยที่ท่านได้สร้างวัดโพนทองขึ้นมา ก่อนปี พ.ศ.๒๔๓๗ ไว้เป็นจำนวนมาก
ต่อมา หลวงปู่เอี่ยม ท่านได้สร้างเหรียญที่ระลึก เหรียญรุ่นแรก เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑
เป็นเหรียญเสมารูปเหมือนหน้าตรงครึ่งองค์ ด้านบนเขียนว่า “ที่ระลึก” ด้านล่างเขียนว่า “ธรรมขันธ์” ด้านหลังเป็นยันต์ห้า ตรงกลางเป็นยันต์เฑาะว์อุณาโลม ด้านล่างระบุปี พ.ศ.๒๔๗๑
(พระครูธรรมขันธ์สุนทร) องค์นี้ คนพื้นที่นับถือท่านมาก เรียกขานติดปากว่า “หลวงพ่อเฒ่า” สะท้อนความนับถืออย่างมากของชาวบ้าน เหรียญใดที่อยู่ในคอคนพื้นที่ ชาวบ้านต่างหวงแหนกันมาก ต่างก็มีประสบการณ์กันมากมาย นับไม่ถ้วน ถือเป็นเหรียญเก่าเมืองลพบุรีอีกเหรียญที่น่าสะสมเป็นอย่างยิ่ง
*ที่มา:พระเกจิ แดนสยาม
https://www.facebook.com/Legendknowledge888/posts/1772442999717904/
โดย admin | มี.ค. 15, 2023 | ธรรมะน่าสนใจ, บทความธรรมมะ, สมาธิ
ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิเร่ิมต้นของผู้ที่มีจุดมุ่งหมายของศาสนา คือ ขนทุกข์ออกจากจิตใจของสัตว์โลกไม่มีอย่างอื่น มีเพียงเท่านี้ หมดทุกข์ จิตสงบ ว่าง ไม่มีหน้าที่ให้ทุกข์ ตั้งแต่ ทุกข์แบบหยาบจนถึงทุกข์ละเอียด ไม่ต้องพึ่งพาฤกษ์งามยามดี หรือเที่ยวขอพร ใด ๆแต่ไม่ลบหลู่ใด ๆให้ครามเคารพ อ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย และ ขอเพียงมีจิตสงบ ไปไหนก็มีความสุข สุขเสมอความสงบไม่มี แล้วคำถามก็เข้ามาว่าเร่ิมจากตรงไหนก่อนดีล่ะ สำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นจะเข้าสู่สมาธิภาวนา และมีความตั้งใจในการปฏิบัติสมาธิ สมาธิคืออะไร แบ่งเป็นอะไรบ้าง ขั้นต้นเรียกว่าอะไร เร่ิมต้นอย่างไร
สมาธิแบ่งออกเป็น 3 ระดับ
1. ขฌิกสมาธิ
คือ สมาธิชั่วขณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถนำมาใช้การงานในชีวิตประจำวัน เช่นใช้อ่านหนังสือ หรือขับรถขณิกสมาธิ เหมือนเด็กที่เพิ่งหัดเดินขณิก(ชั่วขณะ) + สมาธิ(ความทรงไว้พร้อม ความตั้งมั่น)สมาธิที่เป็นไปชั่วขณะ หมายถึง เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับจิต ที่เป็นไปตามปกติของบุคคลทั่วไป เช่น ขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัส ขณะที่ยืน เดิน นั่ง นอนตามปกติ ก็มีขณิกสมาธิเกิดร่วมด้วย
2. อุปจารสมาธิ
สมาธิเฉียด ๆ หรือจวนจะแน่วแน่ อุปจารสมาธิ สมาธิที่แน่วแน่มากกว่าขณิกสมาธิ แต่แน่วแน่น้อยกว่าอุปจารสมาธิ เหมือนเด็กที่เดินได้คล่องและเร่ิมจะวิ่งเป็นสมาธิที่เริ่มเป็นหนึ่ง ข้อสังเกตง่ายๆ ของผู้ปฏิบัติสมาธิ คืออารมณ์กรรมฐานเริ่มเป็นหนึ่ง เสียงหรืออารมณ์ภายนอกไม่สมารถเข้ามารบกวน ให้อารมณ์กรรมฐานถอยออกมาง่าย
3. อัปปนาสมาธิ
สมาธิที่แน่วแน่แนบสนิท เป็นการเจริญสมาธิในขั้นฌาน ถือเป็น ความสำเร็จสูงสุดของการเจริญสมาธิ อัปปนาสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธิที่ไม่หวั่นไหว หมายถึงสมาธิระดับฌานสมาบัติ ปฐมฌาณขึ้นไปอัปปะนาสมาธิของปฐมฌาน เปรียบดังเด็กที่วิ่งได้อย่างคล่องแคล่ว
มาเร่ิมกันครับ ง่าย ๆ แค่ นั่งสมาธิ หรือ ทำอะไรก็ได้ ให้นึกถึงลมหายใจ อานาปานสติ ที่สุดยอดที่สุด (ลมหายใจ ไม่ว่าใครจะดีจะชั่ว ก็มีลมหายใจเป็นเพื่อนตลอด)
“รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ก็ปล่อย ” อย่าไปคิดว่า ต้องรู้ให้นานติดกัน วางทุกตำรา ทุกเซียนบอก เอาแค่ โน้มความตั้งใจ ดูลมหายใจ ถ้ากลัวหลุด ก็เพิ่มพุธและโธ เข้าไปช่วย เพื่อเพิ่มความรู้ตัว
ขณิกสมาธิ คืออะไร
สมาธิชั่วขณะจิตสงบลงถึงจุดที่เป็นสมาธิ แต่ผู้ทำสมาธิยังไม่ชำนาญพอจึงควบคุมจิตให้อยู่ในสมาธิไม่ได้นาน จิตจึงถอนจากสมาธิเสีย จิตเข้าถึงสมาธิชั่วขณะอย่างนี้เรียกว่า ขณิกสมาธิ,หากผู้ทำสมาธิพยายามฝึกต่อไป สมาธิจะค่อยมั่นคงขึ้นจนถึงสามารถ (เครดิต https://www.sanook.com/)
เพราะโดยธรรมชาติของจิตที่ติดตัวเรามาช้านาน มันเหมือนลิงที่โหนต้นไม้ไปเรื่อย อย่าไปดุมัน เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อย่าไปโกรธมันว่ามันพาเราคิดนั่นคิดนี่ ก็คิดง่าย ๆ คือ อย่างน้อยเราก็รู้ตัวว่าเราฟุ้งซ่าน แล้ว ก็กลับมาดูลมหายใจใหม่ ที่สำคัญไม่ต้องคิดว่านั่งแล้วจะเห็นโน่นเห็นนี่ เพราะสิ่งที่เห็น มันเห็นจริง แต่มันไม่มีจริง เพราะมันไม่ใช่จิต มันเป็นการปรุงแต่ง
โดยเร่ิมจาก การทำจิตภาวนาสมาธิ ที่มีจุดเร่ิมต้นคือ การสงบเพียงชั่วคราว แล้วค่อย ๆ ฝึกตนไปเรื่อย ๆ ถึงแล้วสงบชั่วครู่ มันก็เหมือนกับคนทำงานมาทั้งวันเเล้วเหนื่อย ขอได้พักนิดหนึ่ง แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทำงานใหม่ ก็มีแรงขึ้นอีกนิดหนึ่ง ขณิกสมาธิก็จะคล้าย ๆกัน สงบ ไม่ไปไหน ประมาณ สัก 1 ถึง 5 นาที ก็จะเริ่มคิดไปโน่นไปนี่ แต่เราจะเร่ิมรู้ตัวดีขึ้น และ คล่องขึ้น แบบนี้ครับ จุดเร่ิมต้นของการมีสมาธิภาวนา
ลมจะติดขัดบ้าง หรือ ไหลลื่นบ้าง ก็เน้นแค่ รู้อาการอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ เพราะสักครู่เราก็จะถูกชวนให้ไปคิดโน่นคิดนี่อีก แล้วก็กลับมารู้ตัวใหม่ แต่ความรู้ตัวและสงบเล็กน้อย จะเร่ิมยาวขึ้น จาก 1 นาที มา 2-5 นาที และ จากที่เคยนั่งสมาธิ นิดเดียวก็จะเร่ิมนั่งได้ยาวขึ้น
บางคน นั่งตั้งนาน พอลืมตามา อ้าวนี่แค่ ห้านาที นึกว่านั่งมายี่สิบนาที แต่ พอเริ่มมี ขณิกสมาธิ จากที่เคยคิดว่านั่งได้แค่สิบนาที พอลืมตามาอีกที กลายเป็นนั่งไป ยี่สิบนาที
แต่สุดท้าย ก็รู้ไว้ว่า แบบนี้คือ ขณิกสมาธิ แต่ไม่ต้องไปยึดถือว่าเราถึงขั้นไหน ปล่อยไปและภาวนาไปเรื่อย ๆนะครับ
รู้ตัวเองไว้นะครับ ไม่ต้องไม่ดูคนอื่น อารมณ์ไหนมันขึ้นมา ก็อดทนดูไป แล้วลองมานึกดูว่าอารมณ์นั้นหายไปตอนไหน นี่เหละครับ การมีสมาธิจะช่วยให้เรารับรู้มีสติได้ง่ายและดีขึ้น

สมาธิกับสติภาวนา เดี๋ยวก็มาด้วยกันครับ อดทนขันติ เอาความสงบมาให้ได้ให้ใจเป็น สมถ แล้วภาวนาก็จะมาคู่กันเองครับ
สรุปสมาธิมี 3 ระดับ
- ขณิกสมาธิ เปรียบเหมือนเด็กหัดเดิน
- อุปจารสมาธิ เปรียบเหมือน เดินได้เร่ิมคล่อง แต่ยังโงนเงนบ้าง
- อัปปนาสมาธิ เปรียบเหมือนวิ่งเลย
แต่สุดท้ายไม่ต้องสนใจนะครับ ว่าเราจะถึงขั้นไหนขอให้ทำไปเรื่อย ๆ เน้นขอให้สงบ แล้ว จิตเขาจะพัฒนาตัวของเขาเอง
เครดิตเพจ https://dharayath.com/
โดย admin | ก.พ. 26, 2023 | บทความธรรมมะ
ทำบุญออนไลน์ ได้บุญไหมจะได้บุญจริงหรือเปล่า
หลายคนสงสัยกันว่า ทำบุญออนไลน์ไ ด้บุญไหม ได้ผลจริงหรือเปล่า? แม้ว่าเราจะไม่ได้ไปถึงวัด ไม่ได้จุดธูปไหว้พระ ฟังธรรม ไม่ได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่สงบร่มเย็นเหมือนอย่างที่คุ้นเคยกันมา แต่บอกเลยว่าได้บุญไม่ต่างกันแน่นอน เพราะศาสนาทุกศาสนาสอนไม่ให้เรายึดติด อะไรที่ไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน บอกเลยว่าดีทั้งนั้น และหัวใจสำคัญของการทำบุญคือ ลด ละ เลิก จากกิเลสทั้งปวง เพราะจริง ๆ แล้วการทำบุญ เราสามารถทำได้ทุกรูปแบบ ไม่จำกัดเพียงแค่การถวายเงิน หรือสิ่งของเท่านั้น อย่างเช่น การทำความดี คิดดี พูดดี ก็คือการทำบุญอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน
สิ่งสำคัญคือขอเพียงแค่ใจเรามีความสุจริตเป็นที่ตั้ง และจิตอันเป็นกุศล ไม่ว่าจะทำบุญรูปแบบไหน แค่เราพร้อมที่จะเป็นผู้ให้ ล้วนแต่เกิดเป็นผลบุญทั้งนั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่มองว่าการทำบุญออนไลน์มีความเสี่ยง ไม่มั่นใจว่าเงินของเราจะถูกนำไปใช้ตามเป้าหมายจริง ๆ กลัวว่าจะถูกหลอกเอาได้ ก็ต้องบอกว่าปัจจุบันเราสามารถตรวจสอบช่องทางที่เราจะทำบุญได้แล้ว หรือถ้าไม่มั่นใจก็เลือกทำบุญออนไลน์ กับหน่วยงานที่มีความชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ เช่น ทำบุญออนไลน์โรงพยาบาลสงฆ์ บริจาคให้มูลนิธิ บริจาค e-Donation ผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ เรียกได้ว่าการทำบุญออนไลน์เป็นทางเลือกที่เข้ากับยุคสมัยและเหมาะสถานการณ์จริง ๆ
ปัจจจุบันการทำบุญสามารถทำได้มากมายหลายแบบ ส่วนจะเป็นบุญหรือไม่นั้น มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ
1.ก่อนทำบุญควรคิดถึงแต่สิ่งดีๆไม่ฟุ้งซ่าน
2.ขณะทำบุญต้องมีสมาธิ คิดถึงบุญกุศลที่เราต้องการแผ่ให้
3.หลังทำบุญยังคงต้องมีสมาธิ และจิตใจที่สงบ
ซึ่งหากทำบุญและรักษาองค์ประกอบนี้ไว้ได้แล้ว ถือว่า มีความสมบูรณ์และมีรางวัลในตัวเองอยู่แล้ว นั่นก็คือความสุขที่ผู้ทำได้รับ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะทำบุญในรูปแบบไหน หากมีใจที่บริสุทธิ์ พร้อมเป็นผู้ให้ สะดวกกาย สบายใจที่จะทำล้วนแล้วแต่เกิดบุญทั้งนั้น
ขอบคุณอีกหนึ่งบทความดี ๆ จาก ธาราญา
ชุดสังฆทาน ถวาย สังฆทานออนไลน์ เลือกซื้อได้ง่ายๆที่ธาราญา!!
การแก้กรรม https://dhamma.watchmekorat.com/https-dhamma-watchmekorat-com-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/
ปิดท้ายด้วยธรรมะดีๆ จากหลวงปู่ชาที่นำมาแชร์ให้กันครับ
การสะเดาะเคราะห์นี้ ไม่สามารถตัดกรรมตัดเวรได้ เพียงแค่นี้ให้ผู้ที่ทำการสะเดาะเคราะห์รู้สึกดีขึ้นเท่านั้นเอง ดังนั้นในปัจจุบันควรสร้างแต่กรรมดี เพื่อเป็นเหตุให้ได้รับผลของความดี เพียงเท่านี้ชีวิตเราก็จะมีแต่ความสุข ความเจริญ