โดย admin | มี.ค. 25, 2023 | ธรรมะน่าสนใจ
หลวงปู่เอี่ยม จังหวัดลพบุรี ตำนานเล่าขาน พระผู้ทรงฌานอภิญญา ครูบาอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคม

ประวัติ หลวงปู่เอี่ยม วัดโพนทอง (ลพบุรี)
พระครูธรรมขันธ์สุนทร หรือ (หลวงปู่เอี่ยม อุตตโม) วัดโพนทอง ตำบลเชียงงา อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี อดีตพระภิกษุผู้ทรงวิทยาคุณแห่งลพบุรี มีลูกศิษย์มากมาย และเป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับ (หลวงปู่สี แห่งวัดเขาถ้ำบุญนาค) จ.นครสวรรค์ (หลวงปู่บุดดา แห่งวัดกลางชูศรี) จ.สิงห์บุรี และยังเป็นอาจารย์ (ขุนพันธรักษ์ราชเดช) มือปราบขมังเวท และ (เสือฝ้าย) ขุนโจรเมืองสุพรรณ ฯลฯ (บุตร ขุนพันธรักษ์) ได้เล่าถึงชีวประวัติ ของพระอาจารย์ว่า
“พระครูธรรมขันธ์สุนทร” เป็นพระโอรสใน “กรมพระราชบวรมหาเสนานุรักษ์”(วังหลัง) มีพระนามเดิมว่า (หม่อมราชวงศ์เอี่ยม อิศรางกูร ณ อยุธยา) ประสูติเมื่อวันพุธ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะโรง (ไม่ทราบพ.ศ.)
เมื่อท่านฯเติบโต ต่อมากรมพระราชบวรมหาเสนานุรักษ ์(วังหลัง) บิดาท่านทิวงคตได้ไม่นาน พอดีกับพระชายาท่านเจ้าคุณเองก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมลง ภายหลังจากที่ประสูติบุตรชาย ทำให้ท่านเจ้าคุณเกิดเบื่อหน่ายทางโลก จึงได้หันหน้าเข้าสู่พระธรรม อุปสมบท ณ.วัดบวรนิเวศวิหาร (ไม่ทราบนามพระอุปัชฌาย์) ได้ฉายาว่า “อุตตโมภิกขุ” แล้วจำพรรษาอยู่ที่ (วัดบวรนิเวศวิหาร) กรุงเทพมหานคร เรื่อยมา โดยมุ่งปฏิบัติธรรมตามกิจของสงฆ์อย่างเคร่งครัด สวดมนต์ฟังธรรม เรียนบาลี สันสกฤต และมคธ จนเชี่ยวชาญ อีกทั้งหมั่นเพียรเจริญภาวนา วิปัสสนาธุระ จนมีผู้เล่ากันว่าท่านฯ เป็นพระภิกษุสำเร็จอภิญญาชั้นสูง
ต่อมาโยมมารดาได้ใช้คนมาส่งข่าวให้ทราบว่า บุตรชายของท่านฯ ที่กำลังหัดเดินเตาะแตะ เกิดป่วยเป็นโรคผิวหนังพุพอง ให้ท่านฯไปเยี่ยมอาการ พอท่านฯไปถึงเห็นอาการเข้า ก็ทราบด้วย “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) ว่าโรคนี้เกิดจากกรรมเก่า ที่เด็กคนนี้ไปเผาลิงตายทั้งเป็น ในอดีตชาติ คงไม่มีทางรักษาให้หายได้ จึงบอกแก่โยมมารดาว่า “เด็กคนนี้ไม่รอด” โยมมารดาได้ฟังดังนั้นก็โกรธหาว่า พ่อตาย เมียตาย แล้วหนีไปบวชก็ไม่ว่า นี่ลูกป่วยให้มาดูกับมาแช่งให้เด็กตายด้วย
(หลวงปู่เอี่ยม) ไม่สามารถหาคำอธิบายให้โยมมารดาเข้าใจได้ จึงกลับไปวัดบวรนิเวศฯ เวลาผ่านไปไม่นาน บุตรชายของท่านฯก็ตายจริงๆ โยมมารดาของท่าน จึงมีความเศร้าโศกเสียใจ ในที่สุดก็ตรอมใจตายไปอีกคน เป็นอันว่าภาระทั้งหลาย ที่เป็นบ่วงคล้องคอ บัดนี้ได้หลุดสิ้นไปหมดทุกอย่างแล้ว เลยเกิดมีความคิด ที่จะออกเดินธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ รวมทั้งไปนมัสการสังเวชนียสถานที่เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดียด้วย
คืนหนึ่งในระหว่างที่ (หลวงปู่เอี่ยม) ได้เข้าฌานสมาบัติ ก็ได้ทราบว่าพระชายาที่ล่วงลับไปนานแล้วนั้น ได้ไปเกิดใหม่ที่จังหวัดนครสวรรค์ เติบโตเป็นสาวจนแต่งงานมีสามีและบุตรชายคนหนึ่ง แต่ด้วยความผูกพันของบุตร ที่มีมาแต่ชาติปางก่อน บุตรชายที่เสียชีวิตไป ก็ได้เกิดเป็นบุตรของนางอีกครั้งหนึ่ง ท่านฯคิดอยากจะไปโปรด ให้อดีตบุตรชายของท่านฯ ได้พ้นวิบากกรรม จึงได้ธุดงค์ไปจำพรรษา อยู่ที่วัดใกล้บ้านอดีตลูกเมียของท่านฯ ที่ไปเกิดใหม่ใน จ.นครสวรรค์
วันหนึ่งหลังจากฉันเพลเสร็จเรียบร้อย มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง พาลูกชายไว้ผมจุกมาหาท่าน ท่านเจ้าคุณได้ถามไปว่า “สีกา มีธุระอะไรหรือ”
สาวชาวบ้านคนนั้นบอกว่า “ผู้คนร่ำลือกันว่า พระเดชพระคุณท่าน ที่มาอยู่ในวัดนี้น่าเลื่อมใสศรัทธา จึงอยากพาลูกมากราบไหว้เป็นสิริมงคล”
ท่านฯได้ให้โอวาทอบรมสั่งสอนพอสมควรแก่เวลา นางก็กล่าวคำล่ำลาจะกลับบ้าน ปรากฏว่าเด็กชายผมจุกเกิดดื้อดึงไม่ยอมกลับ วิ่งเข้าไปกอดท่านฯแน่น ด้วยเกรงผู้เป็นแม่จะมาดึงตัวให้กลับ “หนูไม่กลับ หนูจะอยู่กับพ่อ พ่อของหนูอยู่นี่” เสียงแจ๋วๆของเด็กที่พูดออกไป ไม่มีใครจะรู้ความหมายดีไปกว่าท่านฯ
แม้ผู้เป็นแม่จะอ้อนวอนหรือบังคับอย่างไรเด็กคนนั้นก็ไม่ยอมกลับ จนกระทั่งท่านได้พูดตัดบทว่า
“เอาละ เมื่อเด็กมันหาเป็นพ่อก็พ่อ อาตมาจะขออุปการะ เด็กคนนี้ไว้เอง เอาไว้ที่วัดนี้แหละ ถ้าเกิดคิดถึงก็มาหาได้ทุกเวลา บ้านอยู่ใกล้แค่นี้เอง สีกากลับไปบ้าน พาพ่อของเด็กมาตกลงกันจะเอายังไง ถ้ายอมให้เด็กอยู่กับอาตมา ก็ส่งเสียให้เล่าเรียนให้ถึงที่สุด เงินทองทรัพย์สมบัติส่วนตัวอาตมานั้นมี”
ตั้งแต่ (หลวงปู่เอี่ยม) ได้รับมรดกจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นถนิมพิมพาภรณ์เครื่องถ้วยเบญจรงค์ต่างๆ ตลอดจนอัญมณีล้ำค่า ตั้งใจจะมอบให้เป็นสมบัติของเด็กคนนี้ตอนโตขึ้น เพราะไม่อยากยึดติด กับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป
หลังจากเด็กคนนั้นมาอยู่ที่วัด จนแม่ผู้บังเกิดเกล้าไม่ค่อยคิดถึงเท่าไหร่ ส่วนผู้เป็นพ่อก็หมดห่วง จึงได้ให้บรรพชาเป็นสามเณรศึกษาเล่าเรียนทางธรรม พอโตเป็นหนุ่มก็ให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านได้เลี้ยงดูเหมือนบุตรของท่านจริงๆ จนกระทั่งย้ายมาอยู่ (วัดโพนทอง) ตำบลเชียงงา อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี
“พระครูธรรมขันธ์สุนทร” หรือ (ม.ร.ว.เอี่ยม) วัดโพนทอง ลพบุรี บันทึกในจดหมายเหตุรายวันที่ (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาโรรส) วัดบวรนิเวศน์วิหาร ทรงเสด็จตรวจการณ์คณะสงฆ์ เมืองลพบุรี
ความว่า วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ เวลาบ่ายโมง เสด็จถึงวัดโพนทอง มีพระสงฆ์และราษฎรมาคอยเฝ้ารับเสด็จ อยู่ที่วัดนี้เป็นจำนวนมาก ทรงพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรภูมิสถานของวัดนี้ แล้วเสด็จขึ้นประทับบนกุฏิที่ (เจ้าอธิการเอี่ยม) เจ้าอาวาสวัดนี้จัดไว้เป็นที่ประทับแรม เจ้าอธิการเอี่ยมเป็นเจ้าคณะหมวดตำบลนี้ เป็นผู้มีอัธยาศัยกว้างขวาง ควบคุมชาวบ้านและชาวตลาดในตำบลนี้อยู่
วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ ได้ประทานพัดตรามหาสมณุตมหาภิเษก และประทานตำแหน่งพระครูเจ้าคณะแขวงแด่ (พระอธิการเอี่ยม) ทรงออกพระมหาสมณศาสน์โปรดให้เจ้าอธิการเอี่ยม วัดโพนทอง เป็นพระครูเจ้าคณะแขวง อำเภอสระโบสถ์ ที่ “พระครูธรรมขันธ์สุนทร” อีกทั้งตรัสชมเชยพระครูเอี่ยม วัดโพนทอง ว่าเป็นผู้รักษาวัดดี ทั้งมีความสามัคคีกับชาวบ้านทั่วถึงควรเป็นแบบอย่างอันดี
วัตถุมงคลของท่าน ยุคแรกๆท่านไม่ค่อยสร้างวัตถุมงคลเท่าใดนัก ทราบเพียงจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในสมัยนั้น “พระครูธรรมขันธ์สุนทร” (ม.ร.ว.เอี่ยม) ท่านได้นำเอา พระสมเด็จวัดระฆัง จาก “สมเด็จพุฒาจารย์” (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆัง มาเก็บรักษาบรรจุกรุไว้ที่วัดโพนทอง อ.บ้านหมี่ ในสมัยที่ท่านได้สร้างวัดโพนทองขึ้นมา ก่อนปี พ.ศ.๒๔๓๗ ไว้เป็นจำนวนมาก
ต่อมา หลวงปู่เอี่ยม ท่านได้สร้างเหรียญที่ระลึก เหรียญรุ่นแรก เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑
เป็นเหรียญเสมารูปเหมือนหน้าตรงครึ่งองค์ ด้านบนเขียนว่า “ที่ระลึก” ด้านล่างเขียนว่า “ธรรมขันธ์” ด้านหลังเป็นยันต์ห้า ตรงกลางเป็นยันต์เฑาะว์อุณาโลม ด้านล่างระบุปี พ.ศ.๒๔๗๑
(พระครูธรรมขันธ์สุนทร) องค์นี้ คนพื้นที่นับถือท่านมาก เรียกขานติดปากว่า “หลวงพ่อเฒ่า” สะท้อนความนับถืออย่างมากของชาวบ้าน เหรียญใดที่อยู่ในคอคนพื้นที่ ชาวบ้านต่างหวงแหนกันมาก ต่างก็มีประสบการณ์กันมากมาย นับไม่ถ้วน ถือเป็นเหรียญเก่าเมืองลพบุรีอีกเหรียญที่น่าสะสมเป็นอย่างยิ่ง
*ที่มา:พระเกจิ แดนสยาม
https://www.facebook.com/Legendknowledge888/posts/1772442999717904/
โดย admin | มี.ค. 15, 2023 | ธรรมะน่าสนใจ, บทความธรรมมะ, สมาธิ
ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิเร่ิมต้นของผู้ที่มีจุดมุ่งหมายของศาสนา คือ ขนทุกข์ออกจากจิตใจของสัตว์โลกไม่มีอย่างอื่น มีเพียงเท่านี้ หมดทุกข์ จิตสงบ ว่าง ไม่มีหน้าที่ให้ทุกข์ ตั้งแต่ ทุกข์แบบหยาบจนถึงทุกข์ละเอียด ไม่ต้องพึ่งพาฤกษ์งามยามดี หรือเที่ยวขอพร ใด ๆแต่ไม่ลบหลู่ใด ๆให้ครามเคารพ อ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย และ ขอเพียงมีจิตสงบ ไปไหนก็มีความสุข สุขเสมอความสงบไม่มี แล้วคำถามก็เข้ามาว่าเร่ิมจากตรงไหนก่อนดีล่ะ สำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นจะเข้าสู่สมาธิภาวนา และมีความตั้งใจในการปฏิบัติสมาธิ สมาธิคืออะไร แบ่งเป็นอะไรบ้าง ขั้นต้นเรียกว่าอะไร เร่ิมต้นอย่างไร
สมาธิแบ่งออกเป็น 3 ระดับ
1. ขฌิกสมาธิ
คือ สมาธิชั่วขณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถนำมาใช้การงานในชีวิตประจำวัน เช่นใช้อ่านหนังสือ หรือขับรถขณิกสมาธิ เหมือนเด็กที่เพิ่งหัดเดินขณิก(ชั่วขณะ) + สมาธิ(ความทรงไว้พร้อม ความตั้งมั่น)สมาธิที่เป็นไปชั่วขณะ หมายถึง เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับจิต ที่เป็นไปตามปกติของบุคคลทั่วไป เช่น ขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัส ขณะที่ยืน เดิน นั่ง นอนตามปกติ ก็มีขณิกสมาธิเกิดร่วมด้วย
2. อุปจารสมาธิ
สมาธิเฉียด ๆ หรือจวนจะแน่วแน่ อุปจารสมาธิ สมาธิที่แน่วแน่มากกว่าขณิกสมาธิ แต่แน่วแน่น้อยกว่าอุปจารสมาธิ เหมือนเด็กที่เดินได้คล่องและเร่ิมจะวิ่งเป็นสมาธิที่เริ่มเป็นหนึ่ง ข้อสังเกตง่ายๆ ของผู้ปฏิบัติสมาธิ คืออารมณ์กรรมฐานเริ่มเป็นหนึ่ง เสียงหรืออารมณ์ภายนอกไม่สมารถเข้ามารบกวน ให้อารมณ์กรรมฐานถอยออกมาง่าย
3. อัปปนาสมาธิ
สมาธิที่แน่วแน่แนบสนิท เป็นการเจริญสมาธิในขั้นฌาน ถือเป็น ความสำเร็จสูงสุดของการเจริญสมาธิ อัปปนาสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธิที่ไม่หวั่นไหว หมายถึงสมาธิระดับฌานสมาบัติ ปฐมฌาณขึ้นไปอัปปะนาสมาธิของปฐมฌาน เปรียบดังเด็กที่วิ่งได้อย่างคล่องแคล่ว
มาเร่ิมกันครับ ง่าย ๆ แค่ นั่งสมาธิ หรือ ทำอะไรก็ได้ ให้นึกถึงลมหายใจ อานาปานสติ ที่สุดยอดที่สุด (ลมหายใจ ไม่ว่าใครจะดีจะชั่ว ก็มีลมหายใจเป็นเพื่อนตลอด)
“รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ก็ปล่อย ” อย่าไปคิดว่า ต้องรู้ให้นานติดกัน วางทุกตำรา ทุกเซียนบอก เอาแค่ โน้มความตั้งใจ ดูลมหายใจ ถ้ากลัวหลุด ก็เพิ่มพุธและโธ เข้าไปช่วย เพื่อเพิ่มความรู้ตัว
ขณิกสมาธิ คืออะไร
สมาธิชั่วขณะจิตสงบลงถึงจุดที่เป็นสมาธิ แต่ผู้ทำสมาธิยังไม่ชำนาญพอจึงควบคุมจิตให้อยู่ในสมาธิไม่ได้นาน จิตจึงถอนจากสมาธิเสีย จิตเข้าถึงสมาธิชั่วขณะอย่างนี้เรียกว่า ขณิกสมาธิ,หากผู้ทำสมาธิพยายามฝึกต่อไป สมาธิจะค่อยมั่นคงขึ้นจนถึงสามารถ (เครดิต https://www.sanook.com/)
เพราะโดยธรรมชาติของจิตที่ติดตัวเรามาช้านาน มันเหมือนลิงที่โหนต้นไม้ไปเรื่อย อย่าไปดุมัน เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อย่าไปโกรธมันว่ามันพาเราคิดนั่นคิดนี่ ก็คิดง่าย ๆ คือ อย่างน้อยเราก็รู้ตัวว่าเราฟุ้งซ่าน แล้ว ก็กลับมาดูลมหายใจใหม่ ที่สำคัญไม่ต้องคิดว่านั่งแล้วจะเห็นโน่นเห็นนี่ เพราะสิ่งที่เห็น มันเห็นจริง แต่มันไม่มีจริง เพราะมันไม่ใช่จิต มันเป็นการปรุงแต่ง
โดยเร่ิมจาก การทำจิตภาวนาสมาธิ ที่มีจุดเร่ิมต้นคือ การสงบเพียงชั่วคราว แล้วค่อย ๆ ฝึกตนไปเรื่อย ๆ ถึงแล้วสงบชั่วครู่ มันก็เหมือนกับคนทำงานมาทั้งวันเเล้วเหนื่อย ขอได้พักนิดหนึ่ง แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทำงานใหม่ ก็มีแรงขึ้นอีกนิดหนึ่ง ขณิกสมาธิก็จะคล้าย ๆกัน สงบ ไม่ไปไหน ประมาณ สัก 1 ถึง 5 นาที ก็จะเริ่มคิดไปโน่นไปนี่ แต่เราจะเร่ิมรู้ตัวดีขึ้น และ คล่องขึ้น แบบนี้ครับ จุดเร่ิมต้นของการมีสมาธิภาวนา
ลมจะติดขัดบ้าง หรือ ไหลลื่นบ้าง ก็เน้นแค่ รู้อาการอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ เพราะสักครู่เราก็จะถูกชวนให้ไปคิดโน่นคิดนี่อีก แล้วก็กลับมารู้ตัวใหม่ แต่ความรู้ตัวและสงบเล็กน้อย จะเร่ิมยาวขึ้น จาก 1 นาที มา 2-5 นาที และ จากที่เคยนั่งสมาธิ นิดเดียวก็จะเร่ิมนั่งได้ยาวขึ้น
บางคน นั่งตั้งนาน พอลืมตามา อ้าวนี่แค่ ห้านาที นึกว่านั่งมายี่สิบนาที แต่ พอเริ่มมี ขณิกสมาธิ จากที่เคยคิดว่านั่งได้แค่สิบนาที พอลืมตามาอีกที กลายเป็นนั่งไป ยี่สิบนาที
แต่สุดท้าย ก็รู้ไว้ว่า แบบนี้คือ ขณิกสมาธิ แต่ไม่ต้องไปยึดถือว่าเราถึงขั้นไหน ปล่อยไปและภาวนาไปเรื่อย ๆนะครับ
รู้ตัวเองไว้นะครับ ไม่ต้องไม่ดูคนอื่น อารมณ์ไหนมันขึ้นมา ก็อดทนดูไป แล้วลองมานึกดูว่าอารมณ์นั้นหายไปตอนไหน นี่เหละครับ การมีสมาธิจะช่วยให้เรารับรู้มีสติได้ง่ายและดีขึ้น

สมาธิกับสติภาวนา เดี๋ยวก็มาด้วยกันครับ อดทนขันติ เอาความสงบมาให้ได้ให้ใจเป็น สมถ แล้วภาวนาก็จะมาคู่กันเองครับ
สรุปสมาธิมี 3 ระดับ
- ขณิกสมาธิ เปรียบเหมือนเด็กหัดเดิน
- อุปจารสมาธิ เปรียบเหมือน เดินได้เร่ิมคล่อง แต่ยังโงนเงนบ้าง
- อัปปนาสมาธิ เปรียบเหมือนวิ่งเลย
แต่สุดท้ายไม่ต้องสนใจนะครับ ว่าเราจะถึงขั้นไหนขอให้ทำไปเรื่อย ๆ เน้นขอให้สงบ แล้ว จิตเขาจะพัฒนาตัวของเขาเอง
เครดิตเพจ https://dharayath.com/
โดย admin | ก.พ. 11, 2023 | ข่าวสาร, ธรรมะน่าสนใจ, บทความธรรมมะ, บทความน่าสนใจ
แก้กรรม ในทางศาสนาพุทธแล้วไม่มีใครแก้กรรมได้ดีที่สุด เท่ากับตัวเอง ไม่ต้องไม่มองหรือแก้ที่ผู้อื่น หรือร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การแก้กรรมที่ดีที่สุด การนำจิต น้อมเข้าสู่กฏไตรลักษณ์ แล้ว น้อมเข้าการอโหสิกรรม ปล่อยวาง ด้วยการดำเนินตามวิถีของ ศีล สมาธิและ ปัญญา
แก้กรรม คืออะไร ?
“กรรม” การกระทำด้วยเจตนา ทั้งในอดีตชาติ หรือในปัจจุบันก็ล้วนเป็นกรรมทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมีผลกระทบต่อปัจจุบันและอนาคต “ใครทำกรรมใดไว้ กรรมนั้นย่อมไปตกอยู่ที่ผู้กระทำ” (การ แก้กรรม สามารถช่วยได้ จากหนักเป็นเบา) ไม่มีใครหลุดพ้นหรือหนีจากกฎแห่งกรรมไปได้ วิบากกรรมของแต่ละคนก็แตกต่างกัน
วิธีการ แก้กรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญ เช่น การใส่บาตร ถือศีล กินเจ ช่วยผู้ที่เดือดร้อน ถวายสังฆทาน สวดมนต์ กราบบิดามารดา ล้วนเป็นมหากุศล การทำบุญให้อธิษฐานจิตทุกครั้ง เพื่อนำส่งบุญให้ตัวเอง มีชีวิตที่ดีขึ้น เจริญขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นกุศลและเป็นบุญทั้งสิ้น
เรามีวิธีการแก้กรรมด้วยตนเอง 15 วิธี ดังนี้
1. ถือศีล 5 การ ถือศีล 5 เป็นประจำจะช่วยเสริมดวงชะตาและจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงามการทำดีและไม่เบียดเบียนใครถือเป็นการทำบุญกุศลที่ได้อานิสงส์ เป็นผลให้เกิดความโชคดี และแก้เคราะห์ลดกรรมได้
2. การถือศีล 8 จะช่วยเสริมดวงและแก้เคราะห์ได้เช่นเดียวกับการถือศีล 5 แต่การถือศีล 8 นั้นปฏิบัติได้ยากยิ่ง แต่เมื่อปฏิบัติได้สำเร็จจะได้กุศลแรงนักปฏิบัติแล้วยังช่วยเสริมดวงอำนาจ บารมีได้
3. กินเจ ก็เพื่อลดละชีวิตสัตว์ ซึ่งได้อานิสงส์ผลบุญสูงและควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ถ้าอธิษฐานไว้ว่า 7 วัน ก็ทำให้ครบ 7 วัน อาจตั้งจิตว่าจะทำทุกวันพระและทุกเดือน หรือปฏิบัติทุกเดือน เดือนละ 3 วัน หรือ 7 วัน เป็นต้น
4. ไหว้พระและถวายดอกไม้ ธูปเทียน รวมทั้งการปิดทองคำเปลวและเครื่องหอม ผลบุญนี้จะทำให้ชีวิตรุ่งเรือง มีความเจริญก้าวหน้า
5. ถวายน้ำมันตะเกียง เพื่อความรุ่งโรจน์โชติช่วงของชีวิต เช่นเดียวกับความสว่างของแสงตะเกียง ทำให้พ้นจากความมืดมิดทั้งการดำเนินชีวิต รวมทั้งปัญหาและความคิดที่สว่างไสวไม่อับจนหนทาง
6. ถวายสังฆทาน เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยถวายสิ่งของจำเป็นแด่พระสงฆ์ อานิสงส์ผลบุญจะส่งให้ชีวิตหมดเคราะห์หมดโศก จะทำสิ่งใดก็ราบรื่นไม่ติดขัด พบแต่ความสำเร็จสมปรารถนา รวมทั้งมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ ไม่ขัดสน
7. ไหว้พระบูชาเทพต่างๆ จะทำให้พบกับความสุข ความเจริญ เกิดความสุขใจว่ามีที่พึ่งพิง ยึดเหนี่ยว นำมาซึ่งกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปและรู้สึกเสมอว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คอยคุ้มครองเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง
8. ทำบุญปล่อยสัตว์ เป็นการไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น แต่ถือว่าได้บุญแรง จะต้องทำด้วยความตั้งใจจริง เช่น การไปซื้อสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าไปปล่อย ไถ่ชีวิตวัวควายถวายวัดเพื่อมอบให้ชาวนานำไปใช้ประโยชน์ ซื้อปลาในตลาดที่จะถูกฆ่าไปปล่อยน้ำ ผลบุญนี้ยังผลให้หมดทุกข์ หมดภัย และพบความสุขความเจริญในชีวิต
9. ทำบุญ ให้ทาน เป็นการรู้จักเสียสละตนเองและแบ่งปันให้ผู้อื่น ซึ่งผลบุญจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมีจิตใจยินดีในการทำบุญให้ทานด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงพุทธศาสนา หรือการให้ทานเกื้อกูลคนยากไร้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุญส่งเสริมให้ชีวิตมีโชค มีทรัพย์ และมากด้วยบารมี
10. ทำทานแก่คนยากไร้ เป็นการทำบุญที่มาจากจิตใจอันไม่ยึดติดมีความไม่โลภ ผลบุญจึงหนุนนำให้มีแต่ความราบรื่น ยามมีเรื่องติดขัดก็จะมีผู้มาช่วยเหลือค้ำจุน ยามมีเคราะห์ภัยก็จะแคล้วคลาด เพราะแรงอนุโมทนาจิตจากผู้ยากไร้ที่ได้รับสิ่งของจากเรานั่นเอง
11. ทำบุญโลงศพ ซื้อโลงศพบริจาคศพอนาถาไร้ญาติ จะได้อานิสงส์แรงยิ่งนัก การทำบุญเช่นนี้จะช่วยเสริมดวงชะตาให้แข็งแกร่งสามารถต้านเคราะห์ภัยหนักต่างๆ และผ่อนหนักเป็นเบาได้
12. พิมพ์หนังสือธรรมะแจก จัดพิมพ์เองหรือร่วมบริจาคสมทบทุนการพิมพ์กับผู้อื่นก็ได้ เป็นการเสริมดวงให้มีวาสนาบารมี เพื่อให้ปัญญาสว่าง หมดทุกข์ หมดโศก ไม่มีเคราะห์ร้ายมากล้ำกราย
13. บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟ จะช่วยให้ชีวิตราบรื่น หมดทุกข์ หมดโศก ประสบแต่ความโชคดี
14. ซื้อข้าวสารถวายวัด เลี้ยงอาหารเด็กกำพร้าตามสถานสงเคราะห์เป็นการสั่งสมบุญกุศล เพื่อให้ชีวิตมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์และเพียบพร้อมด้วยบารมี
15. การตักบาตรร่วมขันกับผู้อื่นหรือทำบุญร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะทำบุญด้วยการบริจาคทรัพย์หรือโดยทางอื่น จะส่งผลให้เนื้อคู่ดูดี ดวงชะตาแข็งแกร่ง เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และจะได้แต่เพื่อนที่ดีในชาตินี้
ทั้งนี้ก็ต้องหมั่นทำความดี ทำบุญตักบาตร เข้าวัดฟังธรรม ช่วยเหลือผู้อื่นไปด้วยจึงจะเป็นการสร้างกรรมดีให้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง การที่เรามีจิตใจดี หรือตั้งใจดี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นกุศล และเป็นบุญทั้งสิ้นครับ
ขอขอบคุณและเครดิตบทความดี ๆ จากเว็บ dharayath.com