พระธรรมเทศนา หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เขาเรียกว่า “สังฆเภท”
สังฆเภท นี่ทำให้ไปไม่ได้
ประเทศไทยนี่มันไม่เจริญ ไม่ดี ก็เพราะว่ามันเป็นสังฆเภท
เราทุกคนน่ะเอาใหม่ อย่าไปโง่
อย่างนี้เนาะ
ทำไมเราไม่เคารพคนอื่น
เพราะว่าเขาไม่มีศีลน่ะ
ทำไมเขาไม่เคารพเรา
เพราะเราไม่มีศีล
เราต้องเข้าใจอย่างนี้
เราจะเอาแต่เงิน เอาแต่สตางค์
เรียกว่าเราพัฒนาแต่วัตถุ
ไม่ได้พัฒนาใจ
ใจกับวัตถุต้องไปพร้อมกัน
เขาเรียกว่า “ทางสายกลาง” อย่างนี้น่ะ
เอาแบบอเมริกาไม่ได้ แบบพวกนั้นไม่ได้
พัฒนาแต่วัตถุอย่างเดียว อย่างนี้น่ะ ไม่รักกันเลย
ให้เข้าใจนะ ต้องเอาใหม่…”
หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
วันจันทร์ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๕
พระธรรมเทศนา “เร่งรักษาคน เร่งรักษาใจ” หลวงพ่ออินทร์ถวาย

ใจคืออะไร ถ้าพูดแบบทางโลกเขาว่าสมอง แต่พุทธศาสนาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านไม่ว่าสมองนะ ท่านว่าใจ สมองเป็นเครื่องมือ คล้ายๆ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ในหัวของเรา แต่คนที่มาใช้คอมพิวเตอร์เป็นใคร เขามองไม่เห็น วิทยาศาสตร์มองไม่เห็น พระพุทธเจ้าท่านไปค้นคว้าศึกษาอยู่ที่โคนต้นโพธิ์วันเดือนหกเพ็ญ สองพันห้าร้อยกว่าปี ท่านไปค้นคว้าศึกษาว่านามธรรมมองไม่เห็นตัวนั้น เป็นตัวที่ลึกลับ มองไม่เห็น แต่มันมาใช้สมอง
เหมือนกับรถราคาแพงมันมีเครื่องเซ็นเซอร์เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ในตัวของมัน มันก็ใช้ตัวมันไม่ได้ คนขึ้นไปสตาร์ทเครื่อง ใจนี้คือคนที่ไปสตาร์ทเครื่อง คือใจ มโน ผู้รู้หรือนามธรรม ตัวขึ้นไปสตาร์ทเครื่อง หัวสมองอยู่ที่รถมันมีอยู่แล้ว ตัวเซ็นเซอร์ ตัวสมอง พอสตาร์ทเครื่องก็เหมือนเราปลุกให้ตื่น พอตื่นขึ้นมาโชเฟอร์ก็ดูแล้วว่าน้ำมันเหลือเท่าไหร่ ล้อซ้ายขวาล้อหน้าล้อหลังเป็นยังไงมันจะบอกหมดเลยในรถคันนั้น ตาซ้ายขวามันบอกหมด เบรกอีกมันบอกหลายๆ อย่าง เราก็รู้มองดูก็รู้
ร่างกายเราก็มีเหมือนกับรถ แต่ว่าตัวนามธรรมเหมือนกับโชเฟอร์รถ รถจะเสียก็เสียไป แต่โชเฟอร์อย่าให้พิกลพิการ ถ้าโชเฟอร์พิกลพิการตาบอดหูหนวกขาขาดแปลว่าโชเฟอร์เสียสูญ รถคันนั้นถึงจะดีขนาดไหนก็ไม่สมบูรณ์ เพราะเหตุใด เพราะโชเฟอร์เสีย
นี้ก็เหมือนกัน ถ้าร่างกายถึงจะเสียยังไงเสียภายนอกก็ตาม แต่อย่าให้ใจเสีย ต้องรักษาประคองใจของตนเองไว้ จะทำยังไงไม่ให้ใจมันเสีย ต้องศึกษาในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านว่าจะบำรุงใจจะบำรุงอย่างไร จะรักษาใจจะรักษาอย่างไร ไม่มีทางอื่นนอกจากสมาธิ รักษาใจ
งานฝังทองปิดลูกนิมิต ผูกพัทธสีมา วัดโบสถ์ อำเภอสีคิ้ว
วันกฐิน หลวงพ่ออินทร์ถวายให้ธรรมมะเกี่ยวกับที่มาของวันกฐิน

วันทอดกฐิน ปีหนึ่งก็มีเพียงครั้งเดียวเรื่องการทอดกฐิน ความเป็นมาของกฐิน พระพุทธเจ้าทรงปรารภพระสงฆ์ที่จำพรรษาเดินทางไกลมากราบพระพุทธเจ้ามาไม่ทัน เลยจำพรรษาอยู่ที่เมืองสาเกต ห่างจากวัดป่าเชตวันมหาวิหารพอสมควร
ทีนี้เมื่อจำพรรษาแล้ว ในพรรษานั้นก็คิดถึงพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา อยากจะถามธรรมะที่ได้ปฏิบัติมาถึงความข้องใจในการปฏิบัติ อยากจะกราบทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า แต่พอมาถึงจุดนั้นก็เป็นเวลาเข้าพรรษาเสียก่อน คือพระพุทธเจ้าท่านให้เข้าพรรษาเดือนแปดเพ็ญ แล้วก็ออกพรรษาเดือนสิบเอ็ดเพ็ญ ถ้าหากว่ามีความจำเป็นจริง ๆ ก็ให้เข้าได้เดือนสิบเพ็ญ ไปออกเดือนสิบสองเพ็ญ แปลว่าพรรษาหลัง แต่นอกนั้นถ้าหากใครไม่เข้าพรรษา พระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติวินัยว่าปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุที่ไม่เข้าพรรษา ผิดศีลไปข้อหนึ่ง เพราะฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านั้นมาถึง เลยอยู่จำพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วฟ้าฝนยังไม่หายดี ก็เดินทางมากราบพระพุทธเจ้า เดินผ่านท้องไร่ท้องนาทุรกันดาร น้ำยังไม่หายขาด ทำให้จีวรของพระเหล่านั้นแปดเปื้อนไปหมด
พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติวินัยขึ้นมา ท่านปรารภว่า พระเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเอาผ้ามาทั้งสามผืนไตรจีวร เพียงแค่สบงกับผ้าจีวรก็พอ สังฆาฏิจะเก็บเอาไว้ก็ได้ ลักษณะอย่างนั้น ก็เลยทรงบัญญัติวินัยเกี่ยวกับกฐินขึ้นมา บัญญัติอานิสงส์กฐิน ถ้าจะว่าไปแล้วก็เกี่ยวกับพระโดยเฉพาะ
อานิสงส์ก็คือเป็นการยกเว้นบางสิ่งบางอย่างให้แก่พระ เรียกว่าอานิสงส์กฐิน ไม่เหมือนพวกเราทำบุญทำทาน พวกเรารักษาศีลภาวนา อันนั้นแปลว่าอานิสงส์การทำบุญทำทานนั้น เป็นอานิสงส์ของจิตใจ อันนี้เป็นอานิสงส์ด้านวินัย ที่เป็นการยกเว้นบางสิ่งบางอย่างให้แก่พระสงฆ์เท่านั้นเอง อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะของพระสงฆ์
ส่วนอานิสงส์ในการทำบุญทำทานของพวกเราก็คือ การถวายผ้ากฐินถวายแด่พระสงฆ์ให้ใช้ องค์ไหนผ้าจีวรสบงชำรุดทรุดโทรม ถวายผ้าให้พระสงฆ์ได้เย็บได้ตัดได้ใช้ อันนี้ก็คือผ้ากฐิน มีกำหนดเพียงเดือนเดียวตั้งแต่วันออกพรรษาเดือนสิบเอ็ดเพ็ญไปจนถึงเดือนสิบสองเพ็ญ แปลว่าหมดเขตกฐินเพียงแค่นั้น
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
พระธรรมเทศนา “อานิสงส์ลำดับขั้น ทาน ศีล ภาวนา”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๖
ที่มาจากเพจ https://www.facebook.com/LuangpoInthawaiSantussako










