ทำบุญออนไลน์ ได้บุญจริงหรือไม่

ทำบุญออนไลน์ ได้บุญจริงหรือไม่

ทำบุญออนไลน์ ได้บุญไหมจะได้บุญจริงหรือเปล่า

หลายคนสงสัยกันว่า ทำบุญออนไลน์ไ ด้บุญไหม ได้ผลจริงหรือเปล่า? แม้ว่าเราจะไม่ได้ไปถึงวัด ไม่ได้จุดธูปไหว้พระ ฟังธรรม ไม่ได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่สงบร่มเย็นเหมือนอย่างที่คุ้นเคยกันมา แต่บอกเลยว่าได้บุญไม่ต่างกันแน่นอน เพราะศาสนาทุกศาสนาสอนไม่ให้เรายึดติด อะไรที่ไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน บอกเลยว่าดีทั้งนั้น และหัวใจสำคัญของการทำบุญคือ ลด ละ เลิก จากกิเลสทั้งปวง เพราะจริง ๆ แล้วการทำบุญ เราสามารถทำได้ทุกรูปแบบ ไม่จำกัดเพียงแค่การถวายเงิน หรือสิ่งของเท่านั้น อย่างเช่น การทำความดี คิดดี พูดดี ก็คือการทำบุญอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

สิ่งสำคัญคือขอเพียงแค่ใจเรามีความสุจริตเป็นที่ตั้ง และจิตอันเป็นกุศล ไม่ว่าจะทำบุญรูปแบบไหน แค่เราพร้อมที่จะเป็นผู้ให้ ล้วนแต่เกิดเป็นผลบุญทั้งนั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่มองว่าการทำบุญออนไลน์มีความเสี่ยง ไม่มั่นใจว่าเงินของเราจะถูกนำไปใช้ตามเป้าหมายจริง ๆ กลัวว่าจะถูกหลอกเอาได้ ก็ต้องบอกว่าปัจจุบันเราสามารถตรวจสอบช่องทางที่เราจะทำบุญได้แล้ว หรือถ้าไม่มั่นใจก็เลือกทำบุญออนไลน์ กับหน่วยงานที่มีความชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ เช่น ทำบุญออนไลน์โรงพยาบาลสงฆ์ บริจาคให้มูลนิธิ บริจาค e-Donation ผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ เรียกได้ว่าการทำบุญออนไลน์เป็นทางเลือกที่เข้ากับยุคสมัยและเหมาะสถานการณ์จริง ๆ

ปัจจจุบันการทำบุญสามารถทำได้มากมายหลายแบบ ส่วนจะเป็นบุญหรือไม่นั้น มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ
1.ก่อนทำบุญควรคิดถึงแต่สิ่งดีๆไม่ฟุ้งซ่าน
2.ขณะทำบุญต้องมีสมาธิ คิดถึงบุญกุศลที่เราต้องการแผ่ให้
3.หลังทำบุญยังคงต้องมีสมาธิ และจิตใจที่สงบ

ซึ่งหากทำบุญและรักษาองค์ประกอบนี้ไว้ได้แล้ว ถือว่า มีความสมบูรณ์และมีรางวัลในตัวเองอยู่แล้ว นั่นก็คือความสุขที่ผู้ทำได้รับ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะทำบุญในรูปแบบไหน หากมีใจที่บริสุทธิ์ พร้อมเป็นผู้ให้ สะดวกกาย สบายใจที่จะทำล้วนแล้วแต่เกิดบุญทั้งนั้น

ขอบคุณอีกหนึ่งบทความดี ๆ จาก ธาราญา

ชุดสังฆทาน ถวาย สังฆทานออนไลน์ เลือกซื้อได้ง่ายๆที่ธาราญา!!

การแก้กรรม https://dhamma.watchmekorat.com/https-dhamma-watchmekorat-com-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/

 

ปิดท้ายด้วยธรรมะดีๆ จากหลวงปู่ชาที่นำมาแชร์ให้กันครับ

กฐิน คืออะไร มีที่มาอย่างไร

กฐิน คืออะไร มีที่มาอย่างไร

"กฐิน" คืออะไร?

คำว่า "กฐิน" ภาษาบาลี แปลกันตามตัวอักษรว่า "ไม้สะดึง" สะดึง (อังกฤษ: Embroidery hoop; Embroidery frame) คือกรอบไม้หรือไม้แบบสำหรับขึงผ้าในเวลาปักดิ้นหรือไหมเป็นต้น หรืออาจจะหมายถึงกรอบไม้สำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็นจีวร .... สะดึงมี 2 แบบ คือ (๑) สะดึงกลม ใช้ปักงานชิ้นเล็ก เช่น การปักตัวอักษร เครื่องหมายของโรงเรียน มุมผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น (๒) สะดึงสี่เหลี่ยม เหมาะสำหรับปักงานชิ้นใหญ่ จำเป็นต้องมีผ้าขึงสะดึง เพื่อบังคับผ้าที่ปัก ให้แน่นและเรียบตึงอยู่ได้นาน ช่วยให้งานปักประณีตเรียบร้อย ปักได้สะดวกและรวดเร็ว เช่น การปักหน้าหมอน ผ้าปูโต๊ะ ย่าม ตาลปัตร เป็นต้น ข้อมูลกฐิน (http://www.mahabunhome.com/kathin.html) กฐิน เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้ โดยคำว่าการทอดกฐิน หรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น (ที่มาข้อมูลกฐิน จาก https://news.trueid.net/detail/vWyxxKGp0ZMe) จากข้อมูลที่ค้นหายังระบุว่าถึงการได้มาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา) และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย

กฐินมีที่มาอย่างไร

กฐิน เป็นบุญถวายผ้าไตรจีวรแด่พระสงฆ์ ซึ่งจำพรรษาแล้ว เริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึง วันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 12 เป็นเขตทอดกฐินตามหลักพระวินัย

มูลเหตุมีการทำบุญกฐินซึ่งมีเรื่องเล่าว่า พระภิกษุชาวเมืองปาฐา 30 รูป จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันมหาวิหาร แต่จวนใกล้กำหนดเข้าพรรษาเสียก่อน จึงหยุดจำพรรษาที่เมืองสาเกต พอออกพรรษาแล้วก็รีบพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทั้ง ๆ ที่ผ้าสบงจีวรเปื้อนเปรอะ เนื่องจากระยะทางไกลและฝน ผ้าสบงจีวรจึงเปียกน้ำและเปื้อนโคลน จะหาผ้าผลัดเปลี่ยนก็ไม่มี พระพุทธเจ้าทรงเห็นความลำบากของพระภิกษุเช่นกัน จึงมีพุทธบัญญัติให้พระภิกษุแสวงหาผ้าและรับผ้ากฐินได้ตามกำหนด

 

กฐินในประเทศไทยมีกี่ชนิด ?

ชนิดของกฐิน ในประเทศไทย

ตามพระวินัยแล้ว ไม่ได้จำแนกการทอดกฐิน (การถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์) ออกเป็นชนิด ๆ ไว้แต่อย่างใด คงกล่าวแต่เพียงในส่วนการทำหรือรับผ้ามากรานกฐินของพระสงฆ์เท่านั้น แต่หากพิจารณาจากประเพณีที่นิยมปฏิบัติในปัจจุบัน คงพอจำแนกชนิดของกฐิน การทอดกฐิน ได้เป็น 2 ชนิด คือ

จุลกฐิน

จุลกฐิน คือ คำเรียกการทอดกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน โดยต้องอาศัยความสามัคคีของผู้ศรัทธาจำนวนมาก เพื่อผลิตผ้าไตรจีวรให้สำเร็จด้วยมือภายในวันเดียว กล่าวคือ ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ตัดเย็บ ย้อม และถวายให้พระสงฆ์กรานกฐินให้เสร็จภายในเวลาเช้าวันหนึ่งจนถึงย่ำรุ่งของอีกวันหนึ่ง ดังนั้นโบราณจึงนับถือกันว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหะพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด โดยจุลกฐินนี้ปัจจุบันมักจัดเป็นงานใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ประเพณีการทอดจุลกฐินนี้เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ไม่ปรากฏประเพณีการทอดกฐินชนิดนี้ในประเทศพุทธเถรวาทประเทศอื่น สำหรับประเทศไทย มีหลักฐานว่ามีการทอดจุลกฐินมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฏในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า หน้า 268 ว่า “ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒) โปรดให้ทำจุลกฐิน” ปัจจุบันประเพณีการทำจุลกฐินนิยมทำกันเฉพาะชุมชนทางภาคเหนือและอีสานเท่านั้น โดยอีสานจะเรียกกฐินชนิดนี้ว่า “กฐินแล่น” (จุลกฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก)

มหากฐิน

มหากฐิน เป็นศัพท์ที่เรียกเพื่อหมายความถึงการทอดกฐินที่มีบริวารกฐินมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งรีบเหมือนจุลกฐิน มหากฐินคือกฐินที่ทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการรวบรวมจตุปัจจัยไทยธรรมและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นเครื่องประกอบในงานกฐินถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป (มหากฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก) โดยมหากฐินนั้นอาจเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพเพียงคนเดียวหรือกฐินสามัคคีก็ได้

การทอดกฐินในประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงประทับบนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทอดบัลลังก์บุษบก เสด็จพระราชดำเนินทรงถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค กฐินหลวง กฐินหลวง เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จไปพระราชทานแทน กฐินหลวงนี้จัดเครื่องพระราชทานด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และบางครั้งมีการจัดพิธีแห่เครื่องกฐินพระราชทานอย่างใหญ่ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือกระบวนพยุหยาตราสถลมารถ แล้วแต่พระราชประสงค์ (ในปัจจุบันคงการเสด็จพระราชดำเนินทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างพิธีใหญ่นั้น คงเหลือเพียงโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคเท่านั้น) กฐินหลวงในปัจจุบันมีเพียง 16 วัดเท่านั้น เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เป็นต้น กฐินต้น กฐินต้น เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานยังวัดราษฎร์เป็นการส่วนพระองค์ กฐินพระราชทาน กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร (ในปัจจุบันกรมการศาสนารับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย)

กฐินราษฎร์ ในปัจจุบัน การถวายผ้ากฐินโดยทั่วไปในประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับ “บริวารกฐิน” มากกว่าผ้ากฐินซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการกรานกฐิน กฐินราษฎร์ คือกฐินที่ราษฏรหรือประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธาจัดถวายผ้ากฐิน และเครื่องกฐินไปถวายยังวัดราษฎร์ต่าง ๆ โดยอาจแบ่งออกเป็นจุลกฐิน และมหากฐิน (กฐินสามัคคี) ในปัจจุบันกฐินราษฎร์ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า กฐินสามัคคี ผู้เป็นประธานหรือเจ้าภาพในการทอดกฐินจะให้ความสำคัญกับการรวบรวม (เรี่ยไร) เงินและสิ่งของเพื่อเข้าประกอบเป็นบริวารกฐินมากกว่า เพราะวัดสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ และเนื่องจากการถวายผ้ากฐินเป็นกาลทาน จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นงานสำคัญประจำปีของวัดต่าง ๆ โดยทั่วไปในประเทศไทย

การถวาย กฐิน เป็นกุศลผลบุญที่ใหญ่หลวง ผู้ถวายจะปรารถนาความสำเร็จใด ๆ ในภพชาติใหม่ ก็จะให้สำเร็จได้ดังมโนรถความปรารถนา หรือถ้าจะปรารถนาพุทธภูมิก็ดี ปัจเจกภูมิก็ดี สาวกภูมิก็ดี สาวิกาภูมิก็ดี เมื่อมีวาสนาบารมีแก่กล้าแล้วก็จะได้สำเร็จดังมโนปณิธาน หรือความปรารถนาที่ตั้งไว้

ขอขอบคุณ บทความสาระความรู้ที่แชร์จาก เว็บ www.dharayath.com

กฐินประจำปี 2566 วัดธรรมมงคล , วัดป่าเขาใหญ่ญาณสัมปันโน , วัดป่านาคำน้อย Admin ทราบข่าวเมื่อไหร่จะรีบนำมาลงอัพเดทให้ทราบนะครับ

ติดตามข่าวหลวงปู่อุทัย 

ติดตามข่าวหลวงพ่ออินทร์ถวาย

แก้กรรม คืออะไร และ การแก้กรรมอย่างไร ให้ชีวิตมีความสุข

แก้กรรม คืออะไร และ การแก้กรรมอย่างไร ให้ชีวิตมีความสุข

แก้กรรม ในทางศาสนาพุทธแล้วไม่มีใครแก้กรรมได้ดีที่สุด เท่ากับตัวเอง ไม่ต้องไม่มองหรือแก้ที่ผู้อื่น หรือร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การแก้กรรมที่ดีที่สุด การนำจิต น้อมเข้าสู่กฏไตรลักษณ์ แล้ว น้อมเข้าการอโหสิกรรม ปล่อยวาง ด้วยการดำเนินตามวิถีของ ศีล สมาธิและ ปัญญา

แก้กรรม คืออะไร ?

“กรรม” การกระทำด้วยเจตนา ทั้งในอดีตชาติ หรือในปัจจุบันก็ล้วนเป็นกรรมทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมีผลกระทบต่อปัจจุบันและอนาคต “ใครทำกรรมใดไว้ กรรมนั้นย่อมไปตกอยู่ที่ผู้กระทำ” (การ แก้กรรม สามารถช่วยได้ จากหนักเป็นเบา) ไม่มีใครหลุดพ้นหรือหนีจากกฎแห่งกรรมไปได้ วิบากกรรมของแต่ละคนก็แตกต่างกัน

วิธีการ แก้กรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญ เช่น การใส่บาตร ถือศีล กินเจ ช่วยผู้ที่เดือดร้อน ถวายสังฆทาน สวดมนต์ กราบบิดามารดา ล้วนเป็นมหากุศล การทำบุญให้อธิษฐานจิตทุกครั้ง เพื่อนำส่งบุญให้ตัวเอง มีชีวิตที่ดีขึ้น เจริญขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นกุศลและเป็นบุญทั้งสิ้น

เรามีวิธีการแก้กรรมด้วยตนเอง 15 วิธี ดังนี้

1. ถือศีล 5 การ ถือศีล 5 เป็นประจำจะช่วยเสริมดวงชะตาและจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงามการทำดีและไม่เบียดเบียนใครถือเป็นการทำบุญกุศลที่ได้อานิสงส์ เป็นผลให้เกิดความโชคดี และแก้เคราะห์ลดกรรมได้

2. การถือศีล 8 จะช่วยเสริมดวงและแก้เคราะห์ได้เช่นเดียวกับการถือศีล 5 แต่การถือศีล 8 นั้นปฏิบัติได้ยากยิ่ง แต่เมื่อปฏิบัติได้สำเร็จจะได้กุศลแรงนักปฏิบัติแล้วยังช่วยเสริมดวงอำนาจ บารมีได้

3. กินเจ ก็เพื่อลดละชีวิตสัตว์ ซึ่งได้อานิสงส์ผลบุญสูงและควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ถ้าอธิษฐานไว้ว่า 7 วัน ก็ทำให้ครบ 7 วัน อาจตั้งจิตว่าจะทำทุกวันพระและทุกเดือน หรือปฏิบัติทุกเดือน เดือนละ 3 วัน หรือ 7 วัน เป็นต้น

4. ไหว้พระและถวายดอกไม้ ธูปเทียน รวมทั้งการปิดทองคำเปลวและเครื่องหอม ผลบุญนี้จะทำให้ชีวิตรุ่งเรือง มีความเจริญก้าวหน้า

5. ถวายน้ำมันตะเกียง เพื่อความรุ่งโรจน์โชติช่วงของชีวิต เช่นเดียวกับความสว่างของแสงตะเกียง ทำให้พ้นจากความมืดมิดทั้งการดำเนินชีวิต รวมทั้งปัญหาและความคิดที่สว่างไสวไม่อับจนหนทาง

6. ถวายสังฆทาน เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยถวายสิ่งของจำเป็นแด่พระสงฆ์ อานิสงส์ผลบุญจะส่งให้ชีวิตหมดเคราะห์หมดโศก จะทำสิ่งใดก็ราบรื่นไม่ติดขัด พบแต่ความสำเร็จสมปรารถนา รวมทั้งมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ ไม่ขัดสน

7. ไหว้พระบูชาเทพต่างๆ จะทำให้พบกับความสุข ความเจริญ เกิดความสุขใจว่ามีที่พึ่งพิง ยึดเหนี่ยว นำมาซึ่งกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปและรู้สึกเสมอว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คอยคุ้มครองเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

8. ทำบุญปล่อยสัตว์ เป็นการไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น แต่ถือว่าได้บุญแรง จะต้องทำด้วยความตั้งใจจริง เช่น การไปซื้อสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าไปปล่อย ไถ่ชีวิตวัวควายถวายวัดเพื่อมอบให้ชาวนานำไปใช้ประโยชน์ ซื้อปลาในตลาดที่จะถูกฆ่าไปปล่อยน้ำ ผลบุญนี้ยังผลให้หมดทุกข์ หมดภัย และพบความสุขความเจริญในชีวิต

9. ทำบุญ ให้ทาน เป็นการรู้จักเสียสละตนเองและแบ่งปันให้ผู้อื่น ซึ่งผลบุญจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมีจิตใจยินดีในการทำบุญให้ทานด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงพุทธศาสนา หรือการให้ทานเกื้อกูลคนยากไร้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุญส่งเสริมให้ชีวิตมีโชค มีทรัพย์ และมากด้วยบารมี

10. ทำทานแก่คนยากไร้ เป็นการทำบุญที่มาจากจิตใจอันไม่ยึดติดมีความไม่โลภ ผลบุญจึงหนุนนำให้มีแต่ความราบรื่น ยามมีเรื่องติดขัดก็จะมีผู้มาช่วยเหลือค้ำจุน ยามมีเคราะห์ภัยก็จะแคล้วคลาด เพราะแรงอนุโมทนาจิตจากผู้ยากไร้ที่ได้รับสิ่งของจากเรานั่นเอง

11. ทำบุญโลงศพ ซื้อโลงศพบริจาคศพอนาถาไร้ญาติ จะได้อานิสงส์แรงยิ่งนัก การทำบุญเช่นนี้จะช่วยเสริมดวงชะตาให้แข็งแกร่งสามารถต้านเคราะห์ภัยหนักต่างๆ และผ่อนหนักเป็นเบาได้

12. พิมพ์หนังสือธรรมะแจก จัดพิมพ์เองหรือร่วมบริจาคสมทบทุนการพิมพ์กับผู้อื่นก็ได้ เป็นการเสริมดวงให้มีวาสนาบารมี เพื่อให้ปัญญาสว่าง หมดทุกข์ หมดโศก ไม่มีเคราะห์ร้ายมากล้ำกราย

13. บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟ จะช่วยให้ชีวิตราบรื่น หมดทุกข์ หมดโศก ประสบแต่ความโชคดี

14. ซื้อข้าวสารถวายวัด เลี้ยงอาหารเด็กกำพร้าตามสถานสงเคราะห์เป็นการสั่งสมบุญกุศล เพื่อให้ชีวิตมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์และเพียบพร้อมด้วยบารมี

15. การตักบาตรร่วมขันกับผู้อื่นหรือทำบุญร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะทำบุญด้วยการบริจาคทรัพย์หรือโดยทางอื่น จะส่งผลให้เนื้อคู่ดูดี ดวงชะตาแข็งแกร่ง เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และจะได้แต่เพื่อนที่ดีในชาตินี้

ทั้งนี้ก็ต้องหมั่นทำความดี ทำบุญตักบาตร เข้าวัดฟังธรรม ช่วยเหลือผู้อื่นไปด้วยจึงจะเป็นการสร้างกรรมดีให้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง การที่เรามีจิตใจดี หรือตั้งใจดี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นกุศล และเป็นบุญทั้งสิ้นครับ

ขอขอบคุณและเครดิตบทความดี ๆ จากเว็บ dharayath.com 

ผ้าป่า แตกต่างกับ กฐินอย่างไร ที่นี่มีคำตอบ

ผ้าป่า แตกต่างกับ กฐินอย่างไร ที่นี่มีคำตอบ

หลายคนมักจะนึกไม่ออกว่า ทอดกฐินช่วงไหน หรือ ผ้าป่า ช่วงไหน และยังมีความสงสัยว่าแตกต่างกันยังไง บทความนี้จะมาให้คำตอบครับ ก่อนอื่นมารู้จักความหมายก่อนครับ ว่าผ้าป่า และ กฐิน คืออะไร

ผ้าป่า คืออะไร

ผ้าป่า คืออะไร

ข้อมูลจากเว็บ  ธาราญา

“ผ้าป่า” คือ ผ้าที่ผู้ถวายนำไปวางพาดไว้บนกิ่งไม้เพื่อให้พระชักเอาไปเอง โดยไม่ได้ทีกี่กล่าวคำถวายหรือประเคนเหมือนถวายของทั่วไป กริยาที่พระหยิบผ้าไปใช้แบบนั้น เรียกว่า “ซักผ้าป่า” ส่วนการถวายผ้าป่านิยมจัดของใช้เป็นบริวารผ้าป่าเหมือนบริวารกฐินเรียกว่า “ทอดผ้าป่า” ความเป็นมาของพิธีทอดผ้าป่ากล่าวไว้ว่า

ในสมัยพุทธกาล

เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดายังมิได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุทั้งหลายรับจีวรจากชาวบ้าน พระภิกษุเหล่านั้นจึงต้องเที่ยวเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้ว เช่น ผ้าเปรอะเปื้อนที่ชาวบ้านไม่ต้องการนำมาทิ้งไว้ ผ้าห่อศพ เป็นต้น เมื่อรวบรวมผ้าชิ้นเล้กน้อยพอแก่ความต้องการแล้วจึงนำมาซักทำความสะอาด ตัดเย็บ ย้อมสี เพื่อทำเป็นจีวร สบง หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง การทำจีวรของพระภิกษุในสมัยพุทธกาลจึงค่อนข้างลำบากยุ่งยากและเป็นงานใหญ่ ภิกษุทั้งหลายจึงต้องร่วมมือร่วมใจกันอย่างมาก เมื่อชาวบ้านทั้งหลายเห้นความยากลำบากของพระภิกษุสงฆ์ จึงต้องการนำผ้ามาถวาย แต่เมื่อยังไม่มีพุทธานุญาติโดยตรง จึงนำผ้าไปทอดทิ้งไว้ ณ ที่ต่างๆ เช่น ในป่า ตามป่าช้า หรือข้างทางเดิน เมื่อพระภิกษุสงฆ์มาพบ เห็นว่าเป็นผ้าที่ผู้เป็นเจ้าของทอดอาลัยแล้วคือ ไม่ต้องการ ก็จำนำผ้านั้นมาทำเป็นสบง จีวร พิธีการทอดผ้าป่าจึงมีขึ้นด้วยสาเหตุนี้ การทอดผ้าป่ามีอยู่อย่างเดียว คือ การนำผ้าไปทิ้งไว้ดังที่กล่าวมา แต่ในปัจจุบันนิยมทำกันในรูปแบบต่างๆ แตกต่างกันไป จึงมีชื่อเรียกเป็น 3 อย่าง คือ

  • ผ้าป่า หางกฐิน

    ได้แก่ ผ้าป่าชนิดที่เจ้าภาพจัดให้มีขึ้นต่อจากการทอดกฐิน คือเมื่อทำพิธีทอดกฐินเสร็จแล้ว ก็ให้มีการทอดผ้าป่าด้วยเลย จึงเรียกว่า ผ้าป่าหางกฐิน หรือผ้าป่าแถมกฐิน

 

  • ผ้าป่าโยง

    ได้แก่ ผ้าป่าที่จัดทำรวมๆกันหลายกอง นำบรรทุกเรือแห่ไปทอดกันตามวัดต่างๆที่อยู่ริมแม่น้ำ จึงเรียกว่า ผ้าป่าโยง จะมีเจ้าภาพเดียวหรือหลายเจ้าภาพก็ได้

 

  • ผ้าป่าสามัคคี

    คือ ผ้าป่าที่มีการแจกฎีกาบอกบุญไปตามบุคคล สถานที่ต่างๆ ให้ร่วมกันทำบุญแล้วแต่ศรัทธา โดยจัดเป็นกองผ้าป่ามารวมกัน จะเป็นกี่กองก็ได้ เมื่อถึงวันทอดจะมีขบวนแห่ผ้าป่ามารวมกันที่วัดอย่างสนุกสนาน บางทีจุดประสงค์ก็เพื่อร่วมกันหาเงินเพื่อนำไปสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ในปัจจุบันการจัดทำการทอดผ้าป่าชนิดนี้จะเห็นว่าเป็นที่นิยมทำกันมาก เพื่อรวมเงินสร้างสิ่งก่อสร้าง หรือจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น อาคารที่พักคนป่วยในโรงพยาบาล อาคารเรียน อุปกรณ์ทางการศึกษา อุปกรณ์ทางการแพทย์

 

กฐินคืออะไร

กฐิน เป็นบุญถวายผ้าไตรจีวรแด่พระสงฆ์ ซึ่งจำพรรษาแล้ว เริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึง วันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 12 เป็นเขตทอดกฐินตามหลักพระวินัย

 กฐินคืออะไร

มูลเหตุมีการทำบุญกฐิน

ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า พระภิกษุชาวเมืองปาฐา 30 รูป จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันมหาวิหาร แต่จวนใกล้กำหนดเข้าพรรษาเสียก่อน จึงหยุดจำพรรษาที่เมืองสาเกต พอออกพรรษาแล้วก็รีบพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทั้ง ๆ ที่ผ้าสบงจีวรเปื้อนเปรอะ เนื่องจากระยะทางไกลและฝน ผ้าสบงจีวรจึงเปียกน้ำและเปื้อนโคลน จะหาผ้าผลัดเปลี่ยนก็ไม่มี พระพุทธเจ้าทรงเห็นความลำบากของพระภิกษุเช่นกัน จึงมีพุทธบัญญัติให้พระภิกษุแสวงหาผ้าและรับผ้ากฐินได้ตามกำหนด จากข้อมูลที่ค้นหายังระบุว่าถึงการได้มาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็น สังฆทาน(อ่านเกี่ยวกับ การจัดชุดสังฆทาน) คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา) และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย กฐิน เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียก ผ้าไตรจีวร ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้ โดยคำว่าการทอดกฐิน หรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น (ที่มาข้อมูลกฐิน จาก https://news.trueid.net/detail/vWyxxKGp0ZMe)

ชนิดของ กฐิน

จุลกฐิน

คือ คำเรียกการทอดกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน โดยต้องอาศัยความสามัคคีของผู้ศรัทธาจำนวนมาก เพื่อผลิตผ้าไตรจีวรให้สำเร็จด้วยมือภายในวันเดียว กล่าวคือ ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ตัดเย็บ ย้อม และถวายให้พระสงฆ์กรานกฐินให้เสร็จภายในเวลาเช้าวันหนึ่งจนถึงย่ำรุ่งของอีกวันหนึ่ง ดังนั้นโบราณจึงนับถือกันว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหะพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด โดยจุลกฐินนี้ปัจจุบันมักจัดเป็นงานใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ประเพณีการทอดจุลกฐินนี้เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ไม่ปรากฏประเพณีการทอดกฐินชนิดนี้ในประเทศพุทธเถรวาทประเทศอื่น สำหรับประเทศไทย มีหลักฐานว่ามีการทอดจุลกฐินมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฏในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า หน้า 268 ว่า “ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒) โปรดให้ทำจุลกฐิน” ปัจจุบันประเพณีการทำจุลกฐินนิยมทำกันเฉพาะชุมชนทางภาคเหนือและอีสานเท่านั้น โดยอีสานจะเรียกกฐินชนิดนี้ว่า “กฐินแล่น” (จุลกฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก)

มหากฐิน

มหากฐิน เป็นศัพท์ที่เรียกเพื่อหมายความถึงการทอดกฐินที่มีบริวารกฐินมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งรีบเหมือนจุลกฐิน มหากฐินคือ กฐิน ที่ทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการรวบรวมจตุปัจจัยไทยธรรมและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นเครื่องประกอบในงานกฐินถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป (มหากฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก) โดยมหากฐินนั้นอาจเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพเพียงคนเดียวหรือกฐินสามัคคีก็ได้

ผ้าป่า คืออะไร

กฐิน และ ผ้าป่า แตกต่างกันอย่างไร

พิธีทอด กฐิน

จะทำได้เวลา 1 เดือน หลังจากออกพรรษาแล้ว ถึงสิ้นสุดวันลอยกระทงเท่านั้น

บุคคลรับต้องเป็นพระ-มีกาลพรรษาครบ 3 เดือน

ทอดถวายสถานที่วัดใด วัดหนึ่ง-ครั้งเดียวต่อปี

วัดนั้น ต้องมีพระจำพรรษาอย่างน้อย 5 รูป

ความเชื่อของการทอดกฐิน คือ เชื่อกันว่ามีอานิสงส์สูง

พิธีทอด ผ้าป่า

ทำได้ตลอดปี ไม่จำกัดเวลา บุคลล ประเภท เช่น มูลนิธิฯ ต่าง ๆ ร่วมประชาสัมพันธ์ ทอดผ้าป่าเสื้อผ้ามือสอง สำหรับน้องในชนบท เป็นต้น ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างน้อย

ควรมีพระหนึ่งรูปมาทำพิธี โดยมาชักผ้าบังสกุลนั้น (ผ้าที่แขวนกิ่งไม้ เปื้อนฝุ่น ซากศพ ไม่มีเจ้าของ เป็นต้น) มีอานิสงส์ในการทำบุญทอดผ้าป่าหากใจเป็นกุศล กฐินที่จัดได้เพียงปีละครั้ง

ส่วนผ้าป่าจัดได้ตลอดทั้งปี และไม่ว่าจะร่วมงานประเพณีไหนก้ล้วนเป็นงานบุญที่สร้างความดีงามในจิตใจและส่งต่อให้ผู้อื่นได้อีกด้วย

(ที่มาข้อมูลความแตกต่างกฐินกับผ้าป่า จาก https://news.trueid.net/detail/vWyxxKGp0ZMe)    

คงทำให้ทราบถึงความแตกต่างระหว่าง ผ้าป่ากับกฐินกันแล้วนะครับ ยังมีบทความอื่น ๆ อีกที่มีสาระเกี่ยวกับธรรมะมาฝากให้ติดตามกันนะครับ

สิ่งของ 10 อย่าง ที่แนะนำสำหรับจัดชุดสังฆทาน

สิ่งของ 10 อย่าง ที่แนะนำสำหรับจัดชุดสังฆทาน

การจัดสิ่งของเพื่อทำเป็นชุดทำบุญ หรือบางครั้งเราอาจเรียกว่า ชุดสังฆทาน นั้น เราอาจเลือกซื้อตามใจที่เรานึกและทำให้บางครั้งไม่แน่ใจว่าสิ่งของที่ซื้อไปทำบุญหรือจัดชุดสังฆทานนั้นเหมาะสมถูกต้องหรือไม่  บทความนี้จึงได้แนะนำสิ่งของที่เหมาะแก่การจัดถวายพระสงฆ์ สังฆทาน คืออะไร สังฆทาน แยกคำได้ว่า “สังฆะ” แปลว่า หมู่ กลุ่ม หรือส่วนรวม และ “ทาน” แปลว่าการให้ ความหมายโดยรวมคือ ถวายเป็นของสงฆ์ ดังนั้นคำว่า สังฆทาน แปลได้ว่า เป็นทานที่ตั้งใจถวายแก่พระสงฆ์โดยไม่เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง ให้เป็นของส่วนรวม โดยจะถวายอะไรก็ได้ที่เหมาะสมกับชีวิตสมถะของพระภิกษุสงฆ์ตามกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธา เป็นการแสดงถึงความตั้งใจจะถวายด้วยศรัทธาอันเป็นสาธารณะ และนี้แหละคือความหมายของคำว่าสังฆทาน การถวายสังฆทานมีที่มาอย่างไร

ในสมัยพุทธกาลพระนางมหาปชาบดี (พระแม่น้า) ต้องการถวายผ้าจีวรแก่พระพุทธองค์ แต่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้พระนางถวายแก่สงฆ์ โดยอรรถาธิบายว่า การถวายแก่สงฆ์ย่อมให้อานิสงส์มากกว่าถวายแก่พระองค์เป็นการเฉพาะ ตั้งแต่นั้นมา ชาวพุทธจึงถือกันว่า การถวายสังฆทาน มหาทานที่ทำให้มีอานิสงส์มาก ได้บุญมาก ชุดสังฆทาน

สำหรับอานิสงส์ของการถวายทานแด่พระสงฆ์

มีมากมายมหาศาล  คือ ผู้ถวายทานย่อมเป็นที่รักใคร่ของเหล่ามนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นที่นิยมคบหา มีชื่อเสียงเกียรติคุณไปทั่ว

สิ่งของ 10 อย่าง สำหรับ ชุดสังฆทาน ที่พระสงฆ์จำเป็นต้องใช้

ขอบคุณที่มาข้อมูลจากเว็บ ธาราญา

1.เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ เนื่องจากพระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม และจดกำหนดนัดหมายต่างๆ ช่วยจำ บางรูปท่านเป็นเหรัญญิกดูแลค่าใช้จ่าย ยิ่งต้องใช้มาก แต่ไม่ค่อยมีใครถวายเครืองเขียนเหล่านี้ พระท่านจึงต้องไปหาซื้อเองเสมอ หากเราถวายไป พระท่านจะได้นำไปใช้ประโยชน์ย่างแน่นอน

2.ใบมีดโกน เนื่องจากพระต้องโกนผมทุกวันโกน

3.ผ้าไตรจีวร ที่มีความยาวพอที่จะนุ่งห่มได้ มีความหนาเหมาะสม เพราะผ้าที่ติดมากับชุดสังฆทานถังเหลือง มักจะสั้น และบาง ทำให้พระท่านไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

4.หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือที่ให้ความรู้ด้านอื่นๆ เนื่องจากพระสงฆ์ มีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ที่แตกฉาน ทั้งทางธรรม และรู้ทันข่าวสารบ้านเมือง เพื่อจะได้สาธิตยกตัวอย่างให้ผู้ที่มาเรียนรู้ หรือรับฟังได้เข้าใจ การถวายหนังสือเหล่านี้ จึงถือเป็นต้นทุนแห่งธรรมทานให้พระท่านได้นำไปต่อยอด กระจายสู้ผู้คนได้อีกมาก ทั้งยังถือเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง แถมได้ผลตอบแทนสูง น่าลงทุนอย่างยิ่ง

5.รองเท้า (ยกเว้นพระนิกายธรรมยุตต์ สังเกตให้ดีว่าวัดที่เราจะนำของไปถวาย พระท่านได้สวมใส่รองเท้ากันหรือเปล่า) พระท่านต้องเดินบิณฑบาตร ธุดงค์ ไปเรียนหนังสือ ไปกิจนิมนต์ตามที่ต่างๆ บางรูปต้องทำงานที่ใช้แรงงานในวัด เช่น ก่อสร้าง ทำสวน สิ่งที่ต้องรับภาระหนักคือ รองเท้า ที่มักจะขาด เสียหาบ อยู่บ่อยๆ นั่นเอง รองเท้าจึงถือเป็นอีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างสูง

6.ยาหลักๆ ที่จำเป็น ยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาแก้ไอ แก้ไข้ ลดกรดในกระเพราะอาหาร ยาใส่แผลสด แผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลพุพอง เป็นหนอง ผิวหนังอักเสบ เป็นต้น

7.ผ้าขนหนูสีสุภาพ ไม่จำเป็นต้องเป็นสีเหลืองก็ได้ เพราะผ้าขนหนูที่ติดมากับชุดสังฆทานถังเหลืองมักหยาบ เล็ก และคุณภาพต่ำ จนเอามาใช้ประโยชน์จริงไม่ได้

8.ชุดคอมพิวเตอร์ เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีมีส่วนมากในการที่จะเรียนรู้ สืบค้นข้อมูลต่างๆ ซึ่งชุดคอมพิวเตอร์ถือว่าตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสมที่สุด

9.น้ำยาเช็ดพื้น เพื่อนำไปเช็ด ถู ทำความสะอาดกุฏิ ศาลา อุโบสถ เพราะนอกจากจะช่วยผ่อนแรงในการทำความสะอาด สลายคราบแล้ว บางยี่ห้อยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในมูลนกพิราบ ฉี่หนา ฉี่แมว ฉี่หนู เห็บหมัด ของหมาวัดได้อีกด้วย รวมทั้งยังเหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่มีความจำเป็นต้องทำคงามสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรคอยู่สม่ำเสมอ

10.แชมพู ถึงแม้พระท่านจะไม่มีผมเพื่อมาปกป้องหนังศรีษะ แต่ทั้งความร้อน ฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆ ก็จะเข้าถึงหนังศรีษะของพระท่านได้โดยตรง ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังอยู่เสมอ ดังนั้นแชมพูจึงถือว่าเป็นสิ่งของที่จำเป็นที่พระสงฆ์ท่านสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง บทความนี้

เป็นเพียงแค่ยกตัวอย่างการจัดชุดสังฆทานนะครับ แต่ยังมีอีกหลายสิ่งของที่เหมาะกับการจัดถวาย เช่น หลอดไฟ ไฟฉาย ปลั๊กไฟ เป็นต้น ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่จำเป็นในปัจจุบัน  เพราะเครื่องสังฆทานที่นำไปถวายนั้นเราย่อมเกิดจากความตั้งใจเพื่อให้เกิดประโยชน์สุงสุดครับ

อานิสงส์ คืออะไร  ถ้าถวายผ้าไตรจีวร จะได้อานิสงส์อย่างไร

อานิสงส์ คืออะไร ถ้าถวายผ้าไตรจีวร จะได้อานิสงส์อย่างไร

เวลาที่เราทำบุญเรามักจะได้ยินคำว่า "อานิสงส์"  ทำบุญแบบนี้แล้วอานิสงส์จะเยอะแบบโน้นแบบนี้ บทความนี้จะมาทำความรู้จักกันครับ แนะนำการถวายผ้าไตรที่ดีและมีคุณภาพนั้นย่อมส่งผลถึงอานิสงส์ที่ดีด้วยเช่นกัน 

อานิสงส์หมายถึง (ที่มาจากเว็บ https://th.wikipedia.org)

อานิสงส์ หมายถึงผลแห่งกุศลกรรม, ผลบุญ, ประโยชน์ที่เกิดจากการ ทำบุญ ใช้ว่า ผลานิสงส์ หรือผลอานิสงส์ ก็มี อานิสงส์ เป็นผลผลิตจากการประกอบความดีต่างๆ ตามคติที่ว่า ทำดีได้ดี หมายความว่าเมื่อทำความดี ความดีย่อมให้อานิสงส์เป็นคุณความดีก่อน ลำดับต่อมาคุณงามความดีนั้นจึงให้ผลที่น่าชื่นใจไหลออกมาสนองผู้ทำในรูปแบบต่างๆ ตามเหตุปัจจัยที่ทำ เปรียบเหมือนปลูกต้นมะม่วงย่อมจะได้ผลเป็นลูกมะม่วงก่อน ต่อมาลูกมะม่วงนั้นจึงให้ผลที่น่าชื่นใจต่อไปเมื่อนำไปเป็นอาหาร นำไปแลกเป็นของหรือนำไปขายเป็นเงิน

ถวายผ้าไตรจีวร

เป็นหนึ่งในจตุปัจจัย ที่เป็นเครื่องนุ่งห่ม สำหรับพระภิกษุสงฆ์ สามเณร การนำ ผ้าไตรจีวร มาถวายพระในทางพระพุทธศาสนานั้น มองว่าเป็นการช่วยให้พระสงฆ์ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย และคลายความอันตรายต่างๆได้ ดังนั้นผู้ให้จึงได้รับบุญกุศล เกิดในภพหน้าจะมีหน้าตารูปร่างสวยงาม และมีผิวพรรณผุดผ่องแจ่มใส เป็นผู้อิ่มเอมใจ อันเกิดจากการอิ่มบุญ ขจัดพ้นจากความยากลำบาก และความยากจนแสนเข็ญ

จุดประสงค์ของการถวายผ้าไตรจีวร

เพื่อให้พระภิกษุหมดภาระในการแสวงหาผ้านุ่งห่ม ไม่ต้องกังวลใจ มีเวลาปฏิบัติธรรมอย่างเพียงพอ และเป็นการช่วยให้พระภิกษุมีผ้านุงห่ม ป้องกันเหลือบยุง บำบัดความหนาว ป้องกันความร้อน ป้องกันไม่ให้ป่วยไข้เพราะร้อนและหนาวเกินไป และในสมัยพุทธกาลพระภิกษุจะใช้รักษาสุขภาพอนามัย คือใช้ชายจีวรกรองน้ำดื่มเมื่อถึงคราวจำเป็น

ถวายผ้าไตรจีวร

อานิสงส์ของการถวายผ้าไตรจีวร(ขอขอบคุณข้อมูลที่มาจากเว็บ dharayath.com)

ผู้ที่ถวายผ้าไตรจีวรด้วยจิตใจบริจาคที่บริสุทธิ์นั้น อานิสงส์จึงบังเกิดเป็นผลบุญยิ่งใหญ่ ดังนี้

  • สามารถตัดบาปออกจากจิตใจ สามารถกำจัดกิเลส คือ ความโลภ ความตระหนี่ถี่เหนียว ให้บรรเทาเบาบางลงได้
  • เวลา ยืน เดิน นั่ง เป็นสุขใจ เบิกบาน เกิดความภาคภูมิใจในบุญกุศลบังเกิดความอิ่มบุญ สุขใจ
  • สามารถหลุดพ้นจากความยากจน ความลำบาก หลุดพ้นจากการขัดสนในทุกภพทุกชาติ มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยปัจจัย 4 ทั้งหลาย
  • หากเกิดชาติใดภพใด จะเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ผิวพรรณผุดผ่อง แจ่มใส สง่างามน่ามอง

ผ้าไตรจีวรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ไตรจีวร หมายถึง ผ้า 3 ผืน นับเข้าในบริขาร 8 อย่างของพระภิกษุสงฆ์ ไตรครองประกอบด้วย ผ้า 7 ชิ้น

  • จีวร คือ ผ้าห่มของพระภิกษุ สามเณร เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอุตราสงค์
  • สบง หมายถึง ผ้านุ่ง ของพระภิกษุ สามเณร เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อันตรวาสก ในพระวินัย กำหนดการนุ่งไว้คือ ด้านบนนุ่งปิดสะดือ แต่ไม่ถึงกระโจมอก ด้านล่างปิดหัวเข่า ลงมาเพียงครึ่งแข้ง การนุ่งแบบนี้ เรียกว่า นุ่งเป็นปริมณฑล
  • สังฆาฏิ คือ ผ้าซ้อนทับจีวรอีกชั้นหนึ่งป้องการความหนาว (ปัจจุบันใช้พาดบ่าเนื่องจากอากาศไม่หนาวจนเกินไป)
  • อังสะ หมายถึง ผ้าขนาดประมาณ ๒ x๑ ศอก สำหรับภิกษุสามเณร ใช้คล้องเฉียงบ่า ปิดไหล่ ตามพระวินัยห้ามมิให้เปลือยกายแต่ใช้ผ้าอังสะนี้ปิดร่างกายท่อนบน
  • ประคตเอว คือ เครื่องคาดเอว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รัดประคตนิยมใช้ด้ายถักเป็นแผ่นคล้ายเข็มขัด ยาวประมาณเมตรครึ่งถึง ๒ เมตร
  • ผ้ารัดอก หมายถึงผ้าหนา กว้างประมาณ ๑๕ เซนติเมตร ยาวประมาณเมตรครึ่งถึง ๒ เมตร ใช้สำหรับรัดอกภิกษุสามเณร
  • ผ้ากราบ หมายถึงผ้าที่พระสงฆ์ใช้รับของประเคนจากสตรีตามพระวินัยระบุว่า มิให้รับของประเคนมือต่อมือจากสตรี

แนะนำสถานที่ถวาย วัดป่าเขาใหญ่ญาณสัมปันโน

ส่วนตัวผมนับถือ หลวงปู่อุทัย หรือกับพระสงฆ์ที่วัดก็ได้ครับ ถือว่าได้อานิสงส์มากครับ เมื่อทำบุญกับพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่อยู่ในศีลปฏิบัติครับ แต่ความจริงยังมีพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่อีกมาก  เพียงแต่ผมเป็นคนโคราช เลยยกตัวอย่างขึ้นมาแนะนำกันครับ  ขอสาธุกับผู้ที่ทำบุญทุกท่านด้วยนะครับ

Pin It on Pinterest