ถวายผ้าไตรจีวร แก้กรรม  อุทิศเจ้ากรรมนายเวร จิตเป็นสุขอภัยทาน

ถวายผ้าไตรจีวร แก้กรรม อุทิศเจ้ากรรมนายเวร จิตเป็นสุขอภัยทาน

หลายท่านประสบความยากลำบากต่อการดำเนินชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโควิด หรือ ภาวะการเปลี่ยนแปลง  แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องสร้างความเข้มเเข็งคือ จิต(ใจ) เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาตลอดปี ที่มีทั้งดีและร้าย สิ่งเหล่านี้เรามักจะนึกถึงเจ้ากรรมนายเวรที่เราล่วงเกินแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ  การ ถวายผ้าไตรจีวร แก้กรรม เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แนะนำ สำหรับครอบครัวชาวไทยที่นิยมทำบุญในวันสำคัญ ช่วงสิ้นปี และ เข้าปีใหม่พร้อมกับคนรักหรือครอบครัว  และมักจะชวนกันไปทำบุญที่วัด ถวายสังฆทาน ถวายผ้าไตรจีวร และปล่อยสัตว์ทำทาน เพื่อสร้างกำลังใจ ให้รู้สึกสดชื่น และที่สำคัญคือ การขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร เพื่อการเร่ิมต้นปีใหม่ให้มีความราบรื่นผ่านอุปสรรคไปได้ด้วยดี

ขออโหสิกรรม เจ้ากรรมนายเวร คืออะไร

อโหสิกรรม นั้นเป็นผลสะท้อนทางจิตใจที่ต้องการให้ผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นได้รับรู้ถึงจิตใจที่ไม่ต้องการผูกพยาบาทซึ่งกันและกัน นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการให้อภัยทานซึ่งนับได้ว่าเป็นทานอันยิ่งใหญ่ เพื่อให้กรรมที่ได้ทำไว้ลดความผูกพยาบาท จึงมักจะเร่ิมจากการขออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน และลำดับต่อมาได้แก่ การเข้าสู่การปฏิบัติ ตามหลัก ศีล สมาธิ และปัญญา หรือองค์มรรคแปด โดยมีหลักอิทธิบาทสี่ เป็นกำลังใจ เพื่อนำพาไปสู่หนทางของนิพพาน

อ่านเพิ่มเติมเรื่อง อโหสิกรรม เพื่อขอขมาผู้ล่วงลับ ลดกรรมได้จริงหรือไม่

คำอธิษฐานอโหสิกรรม
ข้าพเจ้า…..(บอกชื่อ)…ขออโหสิกรรม กรรมใดที่ทำแก่ผู้ใด ในชาติใดๆ ก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมและนายเวร จงอโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อไปเลย แม้แต่กรรมที่ใครๆ ได้ทำกับข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น และขอยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อไป ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าและครอบครัว บุตรหลาน ตลอดจนวงศาคณาญาติ และผู้มีอุปการคุณของข้าพเจ้า จงมีความสุข ความเจริญ ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี และสิ่งที่ชอบด้วยเทอญ

คำขอขมาโทษ (กรรมชั่ว)
กรรมชั่วอันใดที่ข้าพเจ้า…..(บอกชื่อ)…ทำไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ เพราะความไม่รู้ เพราะความหลง เพราะความงมงาย เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอจงโปรดยกโทษ ให้ข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์ยาก ลำบากเข็ญใจ อันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสูญสิ้นไป ข้าพเจ้าปรารถนาสิ่งใดที่ดี ขอให้สมปรารถนา นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ. (อธิษฐานตามที่ปรารถนา)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินบิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วยกาย วาจา ใจ

 

ถวายผ้าไตรจีวร แก้กรรม มีอานิสงส์อย่างไร

เพราะเหตุใด ถวายผ้าไตรแก้กรรม จึงได้อานิสงส์

การนำ ผ้าไตร มาถวายพระในทางพระพุทธศาสนานั้น มองว่าเป็นการช่วยให้พระสงฆ์ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย และคลายความอันตรายต่างๆได้ ดังนั้นผู้ให้จึงได้รับบุญกุศลอย่างเต็มที่ เกิดในภพหน้าจะมีหน้าตารูปร่างสวยงาม และมีผิวพรรณผุดผ่องแจ่มใส เป็นผู้อิ่มเอมใจ อันเกิดจากการอิ่มบุญ ขจัดพ้นจากความยากลำบาก และความยากจนแสนเข็ญ

ผู้ที่ทำบุญด้วยการถวาย ผ้าไตร แด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ จะเป็นผู้ที่พร้อมด้วยเสื้อผ้า อาภรณ์ และเครื่องประดับ มีแต่ผู้คนให้ความเคารพยกย่อง มีเกียรติ เป็นที่ยอมรับของคนทุกหมู่เหล่า หากเมื่อใดก็ตามจะต้องพบกับความมีอุปสรรค อุปสรรคนั้นจะผ่านพ้นไปด้วยดี ภัยอันตรายอื่นๆ อย่างสัตว์มีพิษและของมีคมต่างๆ ก็ทำร้ายไม่ได้

อานิสงส์ที่จะเกิดขึ้นในชาติหน้า จะเกิดมาเป็นผู้ที่มีความเพียบพร้อมด้วยหน้าตาที่งดงาม และสติปัญญาที่น่านับถืออย่างยิ่ง

 

 

แนะนำเพิ่มเติม วิธีทำบุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวรให้ได้ผลเร็ว ได้แก่

  1. ถวายสังฆทาน มีข้าว น้ำ อาหารต่างๆ หรือจะเป็นยารักษาโรคก็ได้ การถวายสังฆทานมีผลมากมีอานิสงส์มาก ผลบุญกุศลจะทำให้เจ้ากรรมนายเวรพ้นจากความทุกข์ต่างๆเมื่อเขาได้รับบุญแล้วเขาจะได้อโหสิกรรมให้แก่เรา
  2. การถวายผ้าไตรจีวร เป็นอีกบุญกุศลอย่างหนึ่งที่ทำให้ เกิดอานิสงส์ยิ่งใหญ่ การถวายผ้าไตรจีวรนั้นมีอานิสงส์ทำให้เกิดความอิ่มเอิบบริบูรณ์ด้วยผิวพรรณวรรณะที่ดี หรือมีเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องนุ่งห่มที่สวยงาม ดังนั้นเมื่อถวายผ้าไตรจีวรแล้วจะทำให้เจ้ากรรมนายเวรคนจากความทุกข์ทั้งปวง
  3. การถวายพระพุทธรูป ก็จัดว่าการสร้างพระพุทธรูปนั้น เปรียบเสมือนตัวแทนพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องสักการะบูชาดังนั้นบุญการถวายพระพุทธรูปจึงให้ผลมากมีอานิสงส์มากเช่นกัน ทำให้เคราะห์กรรมบางอย่างที่นอกจากเกี่ยวกับเจ้ากรรมนายเวร พลอยหมดไปสิ้นไปได้อีกด้วย
  4. การไถ่ชีวิตโคกระบือ หรือการปล่อยชีวิตสัตว์ให้เป็นทานเช่นปลาหน้าเขียง ในบุญข้อนี้เหมือนให้ชีวิตสัตว์ให้เขาได้มีอายุยืนต่อไป รอดพ้นจากความตาย วันนี้ก็มีอานิสงส์มากเป็นบุญอันยิ่งใหญ่เช่นกัน มีผลทำให้เจ้ากรรมนายเวรหรือโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างค่อยๆหมดไปจากตัวเรา
    ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ https://www.sanook.com/horoscope/249699/

 

 

โคตรภูญาณ ผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร

โคตรภูญาณ ผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร

โคตรภูญาณ ผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร  คือ การเห็นทุกข์ที่มันเกิด และทำอย่างไรที่จะทำให้ออกจากวัฏสงสารได้   คนที่ได้โครตภูญาณ คือ คนที่ได้ พระรัตน เป็นที่พึ่งเท่านั้น ไม่พึ่งอย่างอื่นใดอีกเลย  ไม่มีความเห็นว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมาดลบรรดาลใจสิ่งใด ๆ มาให้มีเงินทองไม่สนใจ  ไม่มีฤกษ์งามยามดีใด  เห็นชัดในภัยวัฏสงสาร และ มีแต่พึ่งตนเองในการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ลักษณะของจิตที่เกิดกับ โคตรภูญาณ

จิตนี้พยายามดิ้นรน หาทางออกจากทางโลก ที่เห็นความเกิดมาเพื่อมารองรับโรคต่าง ๆ มีความหิวโหย ดิ้นรนความอยากคือ ตัณหา  แต่ยังมีความอาลัยกับสิ่งหนึ่งที่ยังผูกพัน  เหมือนคนยืน เท้าหนึ่งยืนบนบก เท้าหนึ่งยืนในน้ำ   จะออกจากโลกก็ห่วงบุคคลที่รัก  แต่ก็อยากออกจากวัฏสงสาร

โครตภูญาณ จะเห็นภัยต่าง ๆ

  • ร่างกายเป็นที่รองรับโรคต่าง ๆ

โคตรญาณ

เรื่อง​ “โคตรภูญาณ​ จุดระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ”

(คติธรรม​ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)​

อธิบาย โคตรภูญาณ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

โครตภูญาณ จิตมันอยู่ระหว่าง โลกีย์ กับ โลกุตตระ คือ ความเป็นคนกับความเป็นพระอริยเจ้า ท่านเปรียบเหมือนกับ ลำรางเล็ก ๆ น่ะ คือ ขาหนึ่งยืนอยู่นี่ อีกขาหนึ่งฝ่ายโลกีย์ ยังยกไม่ขึ้น ทีนี้อารมณ์ของโคตรภู เราต้องรู้ว่า ขณะใด เราเข้าถึงโคตรภู ไอ้พูด ตามตำรานี่ มันพูดได้ ไม่ยากหรอก แต่ตัวเข้าถึงนี่ซี ถ้าเราเป็นฝ่ายวิชชาสามนะ มันเห็นชัด คือ เวลาที่เราถอดจิตขึ้นไป ตามปกติเราจะท่อง เที่ยวแต่เฉพาะในส่วนของโลกีย์ใช่ไหม จะเป็นเมืองมนุษย์ก็ดี​ อบายภูมิก็ดี เทวดา พรหมก็ดี แต่ส่วนโลกุตตระเราจะเข้าไม่ได้ ไม่สามารถจะเห็น แต่ถ้าอารมณ์ของจิตเข้าถึงโคตรภู เราจะเห็นพระนิพพานชัด

ถ้าพูดถึงอารมณ์ อันดับแรก อารมณ์มันจะยึดตัว “ธรรมดา” คือ ใครด่า เขาด่าก็ว่าเป็นธรรมดา เกิดมาต้องมีคนเขาด่าว่า อันที่จริงก็โมโหเหมือนกันนะ แต่โมโหแล้วมันปล่อยไม่เกาะอยู่ ถ้ายังไม่ได้ อนาคามี อย่านึกว่า ไม่มีโมโห โทโส มีโกรธ เหมือนกัน โกรธเดี๋ยวเดียว แต่ไม่ไปอาฆาต ไม่ไปทำร้ายเขาแล้วมัน ก็หายไป เห็นอะไรๆ มันก็ธรรมดา ถ้าไปเจอะคน ตายมันก็วาบหวิวไปนิดหนึ่ง ประเดี๋ยวตัว “ธรรมดา” มันก็ปรากฏ

ถ้าอารมณ์เข้มขึ้น มันก็ยัน “ธรรมดา” อยู่เสมอ แต่ก็ยังมีสะท้านอยู่บ้าง ในขณะเดียวกัน ก็มีอารมณ์รักพระนิพพานเป็นที่สุด ใครจะพูดเรื่องอะไร ก็ฟังได้ แต่ฉันไม่เอาด้วย ฉันจะไปนิพพาน นี่สำหรับพวกมี วิชชาสาม ส่วนพวกสุกขวิปัสสโก ก็ต้องสังเกตอารมณ์ เอาว่ายึด “ธรรมดา” และรักพระนิพพานเพียงใด ถ้ารักมากก็ชื่อว่าเข้าถึง โคตรภู ต้องสังเกตตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเราไปแกล้ง “ธรรมดา” นะ ต้อง “ธรรมดา” นะ ของมันเป็นปกติ จิตจะรักพระนิพพานเป็นอารมณ์จริง ๆ แต่ถ้าไปนิพพานไม่ได้อย่างอื่นก็ต้องการ คือ จะไปพักสวรรค์พักพรหมโลก พักเพื่อหวังนิพพาน จะทำอะไรก็ตามไม่หวังผลตอบแทนฉันหวังจะไปนิพพาน นี่คือ อารณ์โคตรภู ถึงโคตรภูแล้วสงสัยว่าเราจะเป็น พระโสดาบัน ก็มานั่งไล่เบี้ย สังโยชน์สาม ดูว่า สักกายทิฏฐิ เราเป็นอย่างไร เรารู้หรือเปล่าว่า ร่างกายมันจะพัง ตัวของเรา ตัวของคนอื่นน่ะ รู้หรือเปล่าว่ามันจะพัง มันจะตาย รู้ว่าจะตาย ความจริงก็มีจิตห่วงนั่นห่วงนี่บ้าง พระโสดาบันนี่ยังห่วง แต่ว่าห่วงไม่มาก ถ้ามันจะตายจริงๆก็ เอวังกิ่ม ฉันจะไปนิพพานนะ

สังโยชน์ที่สอง วิจิกิจฉา เราไม่สงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่า “ไม่สงสัย” นี่ไม่ใช่ว่านึกเอา นะต้องปฏิบัติด้วย ต้องแน่ใจว่า เกิดแก่เจ็บตายนี่เป็นของมีจริงใช่ไหม เชื่อเหลือเกินว่า เราเกิดมานี่ต้องแก่ ไอ้การป่วยไข้ไม่สบายนี่ มันต้องมีแน่ ถ้ามันมีขึ้นมา เราก็ไม่ตกใจ การรักษาพยาบาล ถือเป็นของธรรมดา เพราะถือเป็นการระงับเวทนา แม้พระพุทธเจ้า แม้พระอรหันต์ทุกองค์ท่านก็ต้องรักษา แต่ในระหว่างรักษาตัว ก็นึกว่า จะระงับได้หรือไม่ได้ จะทรงอยู่ได้ หรือไม่ได้ก็ตามใจมัน ถ้าเกิดทุกเวทนามาก รักษาพยาบาลแล้ว อาการมันไม่ลด ก็ตามใจมันซี ฉันจะทนให้แกทรมาน ประเดี๋ยวเดียว แล้วฉันก็จะไปนิพพาน อารมณ์มันตัดตรงนี้นะ

ขอน้อมกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน​ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ​ แห่งวัดท่าซุง

เครดิตจากเพจ https://www.facebook.com/238296179593402/photos/a.595817270507956/2252804728142527/?type=3

 

สาธุ  กับ อนุโมธนา มีความหมายต่างกันอย่างไร

สาธุ กับ อนุโมธนา มีความหมายต่างกันอย่างไร

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “สาธุ” เวลาที่พระให้พร หรือ ร่วมกันทำบุญ  และบางครั้งก็จะได้ยินคำว่า อนุโมธาบุญด้วย  ทำให้เริ่มสับสนว่าความแตกต่างสองคำนี้มีความหมายอย่างไร และใช้ตอนไหน  เพราะบางครั้งอาจจะทำให้ไม่แน่ใจว่าใช้ถูกต้องหรือไม่

แต่ส่วนมากที่แน่ใจเห็นบ่อยก็คือ ที่เวลาเพื่อนมาบอกเราหรือคนในครอบครัวมาบอกเราว่าไปทำบุญด้วยกันไหม เราก็จะร่วมอนุโมธนาบุญด้วย  เพื่อความเข้าใจให้มากขึ้นจึงได้รวบรวมความหมาย ระหว่าง สาธุ และ อนุโมธนาสาธุ

สาธุ แปลว่าอะไร

แปลว่า ดีแล้ว ชอบแล้ว มาจากรากศัพท์ว่า สาธฺ (หรือ สธฺ) ในความหมายว่า สำเร็จ เมื่อเวลาที่เราได้ทำบุญใดๆ แล้วหากมีคนเห็นการกระทำดีของเราแล้วเขากล่าว “สาธุ” ด้วยความศรัทธาด้วยความปีติยินดีที่ได้เห็นเราทำบุญ เขาคนนั้นก็ได้บุญไปด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนการจุดเทียนแล้วมีคนมาขอต่อเทียนฉันใดฉันนั้น

สาธุ กับ อนุโมธนา

อนุโมทนา แปลว่าอะไร

อนุโมทนา แปลว่า ความยินดีตาม, ความพลอยยินดี หมายถึงการแสดงความชื่นชมยินดีในบุญหรือความดีที่ผู้อื่นทำ

เครดิต https://th.wikipedia.org/wiki/

การแสดงความชื่นชมยินดีในบุญหรือความดีที่ผู้อื่นทำ การอนุโมทนานั้นอาจทำได้ด้วยการพูด เขียนหนังสือ หรือแสดงกิริยาก็ได้ เช่น เมื่อได้ยินเสียงย่ำฆ้องกลองที่วัดในตอนเย็น แสดงว่าพระท่านทำวัตรเย็นจบ ก็ยกมือขึ้นประนมไหว้ เปล่งวาจาว่าสาธุ เป็นการอนุโมทนาต่อพระสงฆ์ที่วัด หรือมีใครทำบุญ แล้วมาบอกให้ทราบ ทราบแล้วก็ยกมือขึ้นสาธุ เป็นการอนุโมทนาบุญของเขาด้วยเรียกการพูดแสดงความยินดีในความดีของผู้อื่นว่า “อนุโมทนากถา” เรียกหนังสือรับรองการบริจาคที่วัดออกให้แก่ผู้บริจาคทรัพย์ทำบุญว่า “อนุโมทนาบัตร หรือใบอนุโมทนา” เรียกบุญที่เกิดจากการอนุโมทนาตามตัวอย่างข้างต้นว่า “อนุโมทนามัยบุญ” และการที่ภิกษุกล่าว สัมโมทนียกถา อันแปลว่า ถ้อย คำอันเป็นที่บันเทิงใจ ใช้เรียกการที่ภิกษุพูดแสดงความขอบคุณหรือกล่าวถึงประโยชน์และอานิสงส์ของ ความดี ของบุญกุศล ที่ทายกทายิกาได้ทำ เช่น ถวายอาหาร สร้างกุฏิ สร้างหอระฆัง เป็นต้น ไว้ในบวรพระพุทธศาสนา บางทีเรียกว่า อนุโมทนากถา

ส่วนพิธีอย่างอื่นนอกจากนี้ควรจะอนุโมทนาต่อหน้าเสมอไปจึงจะสมควร พิธีอนุโมทนาแบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ได้ 2 หัวข้อคือ
1. สามัญอนุโมทนา คือ การอนุโมทนาที่นิยมใช้ปฏิบัติกันโดยทั่วไป ไม่จำกัดงานหนึ่งงานใด ก็คงใช้คำอนุโมทนาแบบเดียวกัน
2. วิสามัญอนุโมทนา คือ การอนุโมทนาด้วยบทสวดพิเศษคือ อนุโมทนาเฉพาะทาน เฉพาะกาล และเฉพาะเรื่อง

เครดิตเพจจาก https://dharayath.com/

แนะนำอ่านความรู้น่าสนใจสำหรับทำบุญเกี่ยวกับการเลือก ผ้าไตร หรือ ผ้าไตรจีวร 5 ขันธ์ และ 9 ขันธ์ ต่างกันอย่างไร และเลือกสำหรับงานบวชอย่างไร

ตักบาตรเทโว คืออะไร ประวัติและความสำคัญ ออกพรรษานี้จิตใจผ่องใส

ตักบาตรเทโว คืออะไร ประวัติและความสำคัญ ออกพรรษานี้จิตใจผ่องใส

ตักบาตรเทโว จะมีขึ้นหลังจากออกพรรษา  หรือ สิ้นสุด ฤดูจำพรรษาเข้าพรรษา 3 เดือน หรือเรียกอีกอย่างว่า ” วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา” มีความหมายว่าพระภิกษุทั้งหลายทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อยต่างเปิดโอกาสอนุญาตแก่กันและกัน

เมื่อถัดมาจากวันออกพรรษา จะมีประเพณีที่สำคัญและจัดได้ว่าเป็นการทำบุญที่สำคัญสำหรับชาวพุทธนั่นคือ ตักบารใหญ่ หรือตักบาตรเทโวหรือตักบาตรเทโวโรหณะ

ให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้มีคำกล่าวปวารณาเป็นภาษาลี ว่า “สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัทปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปฎิกะริสสามิ”

อ่านต่อเพิ่มเติม เกี่ยวกับวันออกพรรษา 

ตักบาตรเทโว หมายถึงอะไร และตรงกับวันที่เท่าไหร่

ตักบาตรเทโว หมายถึง การทำบุญตักบาตร ปรารภเหตุที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ในวันมหาปวารณา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 และเสด็จถึงโลกมนุษย์ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11  ซึ่งในพรรษาที่ 7 นับแต่วันตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศน์โปรดพระพุทธมารดา ที่ได้กำเนิดเป็นเทพบุตรอยู่ในชั้นดุสิต (สวรรค์ชั้นที่ 4)

ความหมาย ตักบาตรเทโว

คำว่า เทโว เรียกมาจากคำว่า เทโวโรหณะ (เทว+โอโรหณ) ซึ่งแปลว่า การลงจากเทวโลก

ตักบาตรเทโว

ประวัติที่มาตักบาตรเทโว

ความเดิมมีว่า ในพรรษาที่ 7 นับแต่วันตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศน์โปรดพระพุทธมารดา ที่ได้กำเนิดเป็นเทพบุตรอยู่ในชั้นดุสิต (สวรรค์ชั้นที่ 4) โดยลงมาฟังธรรมที่ชั้นดาวดึงส์ (สวรรค์ชั้นที่ 2) จนบรรลุโสดาปัตติผล (สาเหตุที่พระศาสดาไม่เสด็จไปแสดงธรรมในชั้นดุสิต เพราะเทวดาที่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ไม่สามารถขึ้นไปในชั้นดุสิตได้ ด้วยศักดานุภาพที่น้อยกว่า เพื่อให้โอกาสฟังธรรมแก่เทวดาเหล่านั้น)

ครั้นถึงวันมหาปวารณา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) จึงเสด็จลงจากเทวโลกที่เมืองสังกัสสนคร ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก ได้ทรงแสดงโลกวิวรณปาฏิหารย์ หรือเปิดโลกทั้งสาม คือ สวรรค์ มนุษย์ นรก ให้เห็นกันและกันได้ ได้มีเนินเป็นอันเดียวกัน ตั้งแต่อเวจีนรกจนถึงพรหมโลก แลดูทิศใหญ่และทิศเฉียง จักรวาลหลายแสนก็มีเนินเป็นอันเดียวกัน เทวดาก็เห็นพวกมนุษย์ แม้พวกมนุษย์ก็เห็นเทวดา สัตว์นรกก็เห็นมนุษย์และเทวดา ต่างก็เห็นกันเฉพาะหน้าทีเดียว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปล่งฉัพพรรณรังสี ขณะที่พระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดังนั้น วันนี้ (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า วันพระเจ้าเปิดโลก

รุ่งขึ้นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ชาวเมืองจึงพากันทำบุญตักบาตรเป็นการใหญ่ เพราะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้ามาถึง 3 เดือน การทำบุญตักบาตรในวันนั้นจึงได้ชื่อว่า ตักบาตรเทโวโรหณะ ต่อมามีการเรียกกร่อนไปเหลือเพียงตักบาตรเทโวเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

เครดิตจากเพจ https://th.wikipedia.org/wiki/

กิจกรรมในวันออกพรรษา

  • ทำบุญตักบาตรเทโว
  • เข้าวัดทำบุญถวายสังฆทานและอุทิศส่วนกุศลให้แด่เจ้ากรรมนายเวร
  • เข้าวัดฟังธรรมและสวดมนต์

 

เหตุการณ์ที่สำคัญอีกอันหลังจากออกพรรษา คือ บั้งไฟพญานาค บริเวณลำนำ้โขง

“บั้งไฟพญานาค” เป็นปรากฎการณ์ของการเกิดลูกไฟสีชมพูพวยพุ่งขึ้นจากกลางลำน้ำโขงสู่อากาศ โดยลูกไฟนั้นไม่มีควัน ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง พุ่งสูงประมาณ 20-30 เมตร แล้วหายไปโดยไม่มีการโค้งลงมา เช่น บั้งไฟทั่วไป ขนาดของลูกไฟมีตั้งแต่ขนาดเท่าหัวแม่มือ กระทั่งขนาดเท่าฟองไข่ไก่ เกิดขึ้นเป็นจำนวนไม่แน่นอน ตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 2-3 ทุ่ม สถานที่เกิดมักเป็นลำน้ำโขง ในท้องที่อำเภอโพนพิสัย อำเภอปากคาด อำเภอสังคม อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย และบริเวณอื่นๆ บ้าง เช่น ตามห้วยหนองที่อยู่ใกล้แม่น้ำโขง

เครดิต https://guru.sanook.com/4487/

 

 

 

 

ข่าวอาการอาพาธ หลวงปู่อุทัย สิริธโร เมื่อวันนี้ 13 กันยายน 2567

ข่าวอาการอาพาธ หลวงปู่อุทัย สิริธโร เมื่อวันนี้ 13 กันยายน 2567

วันนี้ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๖.๒๕ น. หลวงปู่ฯนั่งเก้าอี้ ได้ดูคลิปภาพในสมัยที่ธาตุขันธ์ขององค์ท่านยังแข็งแรง นำคณะศรัทธาญาติโยมกล่าวถวายพระพรฯ ซึ่งคณะศิษย์(ที่วัดเขาใหญ่ญาณสัมปันโน) ได้เห็นหลวงปู่มีความสดใส มีสีหน้าแววตารับรู้ ยิ้มแย้ม และมีปฏิกริยาขยับแขนขา ชี้นิ้วให้คณะศิษย์ได้เห็นและรู้สึกดีใจ

เครดิตจาก เพจ https://www.facebook.com/watkhaoyaiyannasampanno

คลิกดูวีดีโอหลวงปู่

https://fb.watch/v37M5OCCni/

คณะศิษย์ทั้งหลาย ขออธิษฐานจิตถวายบุญกุศลทั้งหลายให้เป็นพลวปัจจัยมาบำบัดพยาบาล รักษาธาตุขันธ์ของหลวงปู่อุทัย สิริธโร ให้มีธาตุขันธ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นด้วยเทอญฯ”
🙏🙏🙏

 

Pin It on Pinterest